หลายคนอาจรู้จัก ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือ ‘คุณต้นสน’ ในฐานะเจ้าของหนังสือ ‘Twists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุม’ แต่หากคุณอยู่ในแวดวงการเงิน เศรษฐศาสตร์ การศึกษา สังคม หรือธุรกิจ อาจรู้จักเขาในแง่มุมที่แตกต่างและหลากหลายกว่านั้น และในบทบาทที่แตกต่างกัน เขาต่างเป็น somebody หรือคนสำคัญในแวดวงที่ว่ามาทั้งสิ้น
คุณต้นสน คือ อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นผู้ช่วยวิจัยของศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ได้เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum พบปะผู้นำระดับสากลมากมาย เคยทำงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงให้กับธนาคารเครดิตสวิส บริษัท Sea ซึ่งถือเป็นยูนิคอร์นตัวหนึ่งแห่งเอเชีย เป็นที่รู้จักในฐานะ ‘มิสเตอร์อาเซียน’ ที่นักลงทุนมากมายต้องการปรึกษาหารือ
ปัจจุบันสมาชิกของ HOW คนนี้ก็ทำงานอยู่ในแวดวงหลากหลาย ทั้งร่วมกำหนดนโยบายทางเศรษฐศาสตร์ให้กับแบงก์ชาติ เป็นบอร์ดบริหารให้กับโรงเรียนนานาชาติ เป็นที่ปรึกษา TaejaiDotcom แพลตฟอร์มเพื่อสังคมชื่อดัง และผู้ก่อตั้ง Academy of Changemaker Excellence เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดวงการของผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กร
ในบทบาทที่หลากหลายย่อมมีความท้าทายที่ไม่เหมือนกัน แต่อะไรทำให้คุณต้นสนทำงานในบทบาทเหล่านั้นได้สำเร็จ คำถามนี้ทำให้เราชวนเขามาทบทวนถึงเวลาที่ผ่านมา คุยกันไปถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ และหลักคิดในงานและชีวิตที่เขายึดถือมาโดยตลอด
ซึ่งเราอาจสรุปได้ 5 ข้อดังนี้
1. Trust The Eleventh Hour
หากไล่เรียงดูจากตำแหน่งงานที่ผ่านมา ชายหนุ่มตรงหน้าเราอาจดูเหมือนคนที่คลั่งไคล้เรื่องการเงินและเศรษฐศาสตร์มานาน แต่คุณต้นสนออกปากว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยไม่ชอบวิชาการเงินตอนเรียนมหาวิทยาลัย กว่าจะเริ่มสนุกกับมันก็เข้าสู่ช่วงวัยทำงาน
คุณต้นสน เริ่มงานแรกที่กระทรวงการคลัง ในตำแหน่งนักวิจัยสายวิชาการผู้คิดวิเคราะห์และวิจัยนโยบายเศรษฐกิจ เขาทำงานควบเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งในยุคที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีกับอเมริกา งานสำคัญจึงเป็นการเจรจาเพื่อเปิดภาคการเงินไทยให้ธนาคารต่างประเทศเข้ามาได้
งานเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้คุณต้นสนสนุกกับวิชาการเงินและเศรษฐศาสตร์ ต่อยอดไปสู่การเรียนปริญญาโทที่ Harvard Kennedy School เขาอยากเรียนต่อปริญญาเอกในสาขานโยบายสาธารณะ แต่สมัครแล้วไม่ผ่านสักที ซึ่งวิธีที่ช่วยให้สมัครได้คือเป็นผู้ช่วยวิจัยของศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตซ์ อาจารย์ชื่อดังและนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล
เขามีเวลาราว 2 เดือนในการสร้างความประทับใจ ด้วยความที่ศาสตราจารย์เป็นคนมีชื่อเสียงจึงต้องบินไปไหนมาไหนตลอดเวลา เขาจึงมอบหมายงานหนึ่งไว้แล้วกลับมาเจอคุณต้นสนอีกทีในอีก 2 เดือนให้หลัง
สิ่งที่คุณต้นสนทำคือ ทำงานวิจัยที่มากกว่าที่อาจารย์ขอ ซึ่งงานวิจัยตัวนั้นทำให้เขาได้จดหมายแนะนำจากศาสตราจารย์โจเซฟ ส่งผลให้สมัครเข้าเรียนปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ดได้สำเร็จ แถมได้ทุนการศึกษา 2 ทุนอีกต่างหาก
“กลายเป็นที่มาของคำที่ผมใช้ทุกวันนี้คือ Luck is what happens when Preparation meets opportunity.” เขาบอก “เพราะไม่ล้มเลิก จนถึงวันที่โอกาสมาก็เลยทำให้เกิดความโชคดีครั้งนั้น แล้วก็กลายเป็นคติทุกครั้งว่าเวลาจะยอมแพ้หรือคิดว่าไม่มีทางแล้ว รออีกสักนิดหนึ่ง ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายหรือที่เรียกว่า The Eleventh Hour มันอาจจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ถ้าเราไม่ยอมแพ้”
2. Up or Out
หลังจากเรียนจบ คุณต้นสนอยากทำงานภาคการเงินสายเอกชน เพราะอยากเข้าใจ mindset และวัฒนธรรมองค์กรอย่างแท้จริง ตอนนั้น เทรนด์โลกบอกว่ากระแสเศรษฐกิจแถบอาเซียนกำลังมาแรง เขาคิดว่าถ้าทำงานที่ไทยคงได้แค่ตลาดไทย จึงสมัครไปทำงานสิงคโปร์ แต่ก็ถูกปฏิเสธหลายครั้ง
จากความล้มเหลว เขาได้เรียนรู้ว่าในการสมัครงาน เราไม่ควรโฟกัสกับการปิดจุดอ่อน แต่ควรไฮไลต์จุดแข็งของตัวเองมากขึ้น หลังจากนั้นเขาจึงเน้นแนะนำตัวว่าการเรียนจบจาก Harvard Kennedy School ทำให้เขาเข้าใจว่าภาครัฐคิดยังไง เข้าใจในนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเงิน นั่นเป็นจุดพลิกที่ได้งานที่ธนาคารเครดิตสวิสที่สิงคโปร์
“ภาคการเงินระหว่างประเทศใน regional หรือ global headquarters มีวัฒนธรรมองค์กรที่ผมเรียกว่า Squid Game หรือ up or out ถ้าคนในทีมได้เลื่อนตำแหน่งขึ้น เพื่อนร่วมงานที่ทำงานด้วยกันมาก็ต้องออก ตอนนั้นเป็นยุคหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของอเมริกาที่ภาคการเงินไม่มั่นคงสูง ผมเข้าไปทำงานไม่นานก็มีข่าวว่าจะต้องมีการลดคน แล้วผมเป็นคนสุดท้ายที่เพิ่งเข้าไป มันก็ชัดว่าคนใหม่สุดน่าจะต้องโดนออกก่อนหรือเปล่า” เขาหัวเราะ แต่คุณต้นสนก็พิสูจน์ตัวเองว่าเก่งมากพอ เขาจึงกลายเป็นคนที่อยู่รอดในที่สุด
เมื่อเข้าสู่เฟสถัดไปของการทำงาน เขาได้เรียนรู้ประสบการณ์สำคัญอีกอย่างคือ quiet promotion
“มันคือการเลื่อนตำแหน่งขึ้นและเพิ่มงานแต่ได้เงินเท่าเดิม” ชายหนุ่มอธิบาย “ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมองว่ามันแย่แต่ผมมองเป็นโอกาส ถ้างานเราเพิ่มขึ้นแล้วเป็นงานที่สำคัญกับองค์กร วันหนึ่งองค์กรจะต้องพึ่งเรา จากเดิมที่เป็น quiet promotion มันจะกลายเป็น promotion จริงแล้ว เพราะแบงก์อื่นก็เริ่มอยากซื้อตัวเราทำให้แบงก์เราต้องอัพเงินเดือนให้ ไม่งั้นเขาจะเสียเราให้คนอื่น แทนที่จะนั่งท้อใจก็เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางบวก”
เพราะการไม่ยอมแพ้ คุณต้นสนจึงถูกเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็ว และมีตำแหน่งสุดท้ายของการทำงานที่นั่นเป็น Head of Emerging Asia Economics คนวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งอาเซียนเพื่อให้คำแนะนำกับนักลงทุน
3. Be Enterprising
เมื่อเชี่ยวชาญเศรษฐกิจอาเซียน คุณต้นสนจึงถูกตั้งชื่อเล่นว่า ‘มิสเตอร์อาเซียน’ ไปโดยปริยาย
นั่นคือแบรนดิ้งของเขา ในสายตาของนักลงทุนและนักธุรกิจมากมาย หนึ่งในนั้นคือบริษัท Sea เจ้าของเกมดัง Free Fire และทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซควบไปด้วย บริษัทกำลังจะเข้าตลาดนิวยอร์กจึงดึงตัวมิสเตอร์อาเซียนไปช่วยงานในตำแหน่ง Group Chief Economist and Managing Director
โดยมีไมล์สโตน 3 อย่างที่อยากทำให้สำเร็จ นั่นคือ
- ช่วยผลักดันธุรกิจธนาคาร Virtual Bank ในต่างประเทศ
- สร้างโปรไฟล์ให้บริษัทด้วยการไปร่วมการประชุมดาวอส (World Economic Forum) เพื่อนำบทเรียนที่ได้จากประเทศต่างๆ มาปรับใช้กับประเทศอื่น
- ก่อตั้งหน่วยที่ทำนโยบายด้านความยั่งยืนให้องค์กร เขาได้ช่วยสร้างโอกาสให้ ‘คนตัวเล็ก’ หลายคนผ่านโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กชอบเล่นเกมที่อยากเติบโตเป็นนักเล่นเกมมืออาชีพ หรือ SME ที่ขายสินค้าออนไลน์ซึ่งเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน หรือคนที่ไม่มีความรู้เรื่องดิจิทัลให้เข้าถึงความรู้ได้
คุณต้นสนนิยามว่า การทำงานที่ SEA เป็นงานที่ทำให้รู้ซึ้งถึงคำว่า Twists and Turns อย่างแท้จริง มากกว่านั้นคือการเข้าใจเรื่องงานบริหารองค์กรที่ต้องปรับตัวเร็วเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ตอบโจทย์โลก
“อย่างเช่น ตอนแรกเราอาจคิดว่าหน้าตาธุรกิจอีคอมเมิร์ซควรจะเป็นแบบนี้ แต่ปรากฏว่ายุคเปลี่ยน กลายเป็นเน้น live commerce มากขึ้น พอไม่ใช่อย่างที่คิด แผนที่ทำมาก็ต้องเปลี่ยนทั้งหมด ยึดติดกับอันเก่าไม่ได้ แล้วมันจะเป็นแบบนี้ตลอดเวลา”
“คุณต้องกล้าทิ้งกล้าเสีย กล้าเริ่มใหม่จากศูนย์ถ้าคิดว่าแผนใหม่ถูกกว่า ต้องเด็ดขาดอย่างนั้นเลย แล้วก็ต้องมีความใจแข็งใจเด็ดด้วย เวลา win มันจะ win big แต่เวลาโลกเหวี่ยงทีมันก็เหนื่อยมาก ถ้าสร้างไม่สำเร็จก็ไม่มีที่ให้ไป ถ้าสร้างสำเร็จมันคือการสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน” ชายหนุ่มพูดเสียงหนักแน่น
4. Live like a F1 Driver
คุณต้นสนชอบเปรียบชีวิตของตัวเองกับการขับรถ F1
ในความหมายที่ว่า เขาชอบแข่งให้ชนะ พอชนะแล้วก็ดีใจครู่เดียวแล้วก็เตรียมตัวไปสู่การแข่งขันครั้งใหม่ ไม่ต่างอะไรจากนักปีนเขาที่ปีนเขาลูกหนึ่งเสร็จแล้วเตรียมปีนลูกต่อไป แนวคิดแบบนี้ทำให้เขาไม่เคยมองอุปสรรคไหนว่าเป็นเรื่องยาก
เมื่อทำงานที่ Sea ได้ช่วงใหญ่ เขารู้สึกว่าชัยชนะที่ได้ไม่หอมหวานเหมือนกัน “รสชาติของชัยชนะมันเปลี่ยน” ชายหนุ่มบอกอย่างนั้น และนั่นคือเหตุผลที่เขาก้าวเดินออกมา โอบรับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่ผันไปตามจังหวะเวลา นั่นรวมไปถึงเป้าหมายหรือ purpose ในการใช้ชีวิตเช่นกัน
“แต่เดิมผมอาจเหมือนคนทำงานทั่วไปคืออยากมีอิสระทางการเงิน เก็บเงินส่งลูกเรียนถึงปริญญาตรีได้ อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานระดับหนึ่ง พิสูจน์ตัวเองในต่างประเทศว่าคนไทยก็ทำได้ในเวทีโลก แต่ตอนท้ายผมรู้สึกว่า purpose พวกนี้ไม่ใช่จุดประสงค์หลักแล้วในการทำงาน มันกลายเป็นโจทย์ว่าแล้วเรากลับไปทำอะไรที่สร้าง impact ให้ประเทศเราได้ไหม และโจทย์ที่เริ่มอยากมีอิสระในชีวิตมากยิ่งขึ้นในการเป็นนายตัวเอง มันก็เริ่มมา”
ดร.สันติธารชอบทดลองสิ่งใหม่ เขาเชื่อว่าในอนาคต คนเราจะไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอาชีพเพียงอาชีพเดียว แต่เราจะมีหมวกหลายใบให้สวม มีหลายตัวตนให้ได้รับบทบาท
“เลยเป็นที่มาของการกลับประเทศไทยและทำงานหลายหมวก ซึ่งแบ่งเป็น 4 ด้านคือด้านนโยบาย การศึกษา สังคม ด้านการเอกชน และธุรกิจ”
ในด้านนโยบาย คุณต้นสนอยากทำงานนโยบายที่ช่วยประเทศชาติ บทบาทแรกของเขาคือการเป็น 1 ใน 7 ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ดูแลเรื่องดอกเบี้ยและการปรับค่าเงินของไทย บทบาทที่สองคือที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้คำปรึกษาเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน ดิจิทัล เทรนด์แห่งอนาคต ให้คนทั่วไปได้เข้าใจง่ายๆ ส่วนงานที่สามคือที่ปรึกษาด้าน AI ให้คณะกรรมการของสภาประเทศ ช่วยเรื่องการใช้เทคโนโลยีในการเขียนกฎหมาย
ด้านการศึกษา เขาเป็นทั้งนักเขียนและบอร์ดของโรงเรียนนานาชาติรักบี้ ทำทั้งงานเขียน งานอบรม จัดเวิร์กช็อป และกำหนดทิศทางของการบริหารที่จะทำให้เด็กรุ่นใหม่สามารถพัฒนาทักษะที่จะช่วยให้พวกเขาอยู่รอดในยุค AI ส่วนด้านสังคม เขาเป็น Adviser ของ TaejaiDotcom แพลตฟอร์มบริจาคออนไลน์ที่อยากเป็น sandbox ช่วยหาโซลูชั่น ช่วยกลุ่มคนที่ถูกมองข้าม แล้วนำโครงการไปขยายผลต่อทีหลัง
สุดท้ายคือด้านเอกชน คุณต้นสนคือที่ปรึกษาการลงทุนธุรกิจในไทยและต่างประเทศ โดยหนึ่งในงานสำคัญคือเป็นผู้ก่อตั้ง Academy of Changemaker Excellence เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดวงการของผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรและสังคมในทางที่ดี เขาจับมือกับต้อง–กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร และ Cariber เว็บไซต์คอร์สเรียนออนไลน์ที่สอนโดยผู้นำของหลายวงการ จนกลายเป็นคอร์สที่ชวนเหล่าผู้นำมาแชร์ประสบการณ์ความสำเร็จ บาดแผล และความเหงาในชีวิต
“แต่ละคนต่างเคยพยายามทำสิ่งที่ประสบความสำเร็จ แต่กว่าจะได้รางวัลมาก็มีแผลเยอะเหมือนกัน และมีความเหงาที่พอเติบโตขึ้นมาถึงจุดหนึ่งแล้ว คนในองค์กรที่เคยเป็นเพื่อนเราก็อาจจะคุยด้วยไม่ได้แล้ว ระยะเวลาคอร์สแค่ 2 เดือนแต่พอเรียนจบแล้ว มันกลายเป็นคอมมิวนิตี้ที่ยังเจอกันและช่วยเหลือกันต่อ คอมมิวนิตี้แบบนี้คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อเติมความรู้และเติมไฟให้แก่กัน และตอนนี้ก็ทำมาถึงรุ่นที่ 2 แล้ว” เขาบอก
5. Happy Busy
การฟังเรื่องราวของคุณต้นสนทำให้เรานึกถึงประโยคที่สตีฟ จอบส์ เคยพูดไว้ว่า You can’t connect the dots looking forward. บางครั้ง เราก็ไม่รู้ว่าจุดบางจุดถูกโยนเข้ามาในชีวิตเพื่ออะไร แต่มันอาจจะสานต่อได้ในอนาคต
ในชีวิตที่มี Twists and Turns มากมาย การให้โอกาสตัวเองได้ลงมือทำดูก่อนอาจเป็นตัวเลือกที่ไม่ได้แย่นัก ดูอย่างคุณต้นสนเอง หากเขาไม่ได้ลองทำงานเกินขอบเขตให้กับศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตซ์ การไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ดอาจจะไม่เกิดขึ้น หรือหากถอดใจกับการเลื่อนตำแหน่งตอนทำงานที่ธนาคารเครดิตสวิส เขาคงไม่กลายเป็นมิสเตอร์อาเซียนที่ใครหลายคนรู้จัก
งานในปัจจุบันเช่นกัน แม้จะสวมหมวกหลายใบทำให้จำนวนงานมหาศาล แถมยังเป็นงานที่อาจจะไม่เคยลองทำมาก่อน แต่คุณต้นสนก็นิยามว่ามันเป็นงานที่อยากทำ
“ตอนนี้เหมือนเราทำทุกอย่างที่ออกนอกคู่มือหมด มันเป็นงานเฉพาะที่เขียนหน้าที่ขึ้นมาเอง ความยากคือมี freedom เยอะแต่ไม่มี free time เท่าไหร่ มันยุ่งมากแต่เป็นการยุ่งที่มีความสุขเพราะว่ามีอิสระในสิ่งที่ตัวเองทำ เราทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกเพื่อประเทศ เพื่อสังคม เพื่อการสร้างอิมแพกต์โดยไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผมคิดว่าสิ่งนี้ช่วยให้มีความสุขและเบาใจ” เขาทิ้งท้าย


