ในยุคที่โลกธุรกิจขับเคลื่อนด้วยตัวเลขยอดขาย และการแข่งขันที่ดุเดือด หลายคนอาจมองว่าความสำเร็จคือการขึ้นเป็นอันดับหนึ่งหรือการขยายอาณาจักรธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ที่สุด
แต่สำหรับ คุณน้ำตาล — นวนุช สกุลคู แขกคนพิเศษของ Wisdom On The House ที่ตอนนี้เป็นทั้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีซ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด และยังต้องดูแลธุรกิจของครอบครัวทั้ง ร้านแว่นตาออพติค สแควร์, โรงแรม Loyy Hotel Chiangmai และกลุ่มนวชน อพาร์ทเม้นท์ กลับให้ “นิยามความสำเร็จ” ในมุมที่ต่างออกไป นั่นคือการสร้างธุรกิจที่มีความสุข มั่นคง และสมดุลในทุกมิติของชีวิต
จากเด็กเนิร์ด BBA สู่ McKinsey และบทเรียนแรกแห่งโลกการทำงาน
เส้นทางชีวิตของคุณน้ำตาลเริ่มต้นจากการเป็น “เด็กเนิร์ด” ที่รักการเรียนรู้ คุณน้ำตาลสอบเทียบเข้าเรียนหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติ (BBA) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี และจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้วยวัยเพียง 19 ปี ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท (MBA) ที่ Cornell University
หลังเรียนจบ บทเรียนชีวิตบทแรกเริ่มขึ้นที่ McKinsey & Company บริษัทคอนซัลต์ระดับโลก ที่นั่นคือศูนย์รวมของคนระดับ High Caliber และระบบการทำงานที่เข้มข้นจนต้องลงตารางบันทึกการทำงานเป็นรายชั่วโมง
“ช่วงทำงานคอนซัลต์ 1 ปีแรก ไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ตกดินเลย ออกจากออฟฟิศเร็วที่สุดคือสี่ห้าทุ่ม ทำงานหนักมากจนเราเริ่มเห็นอีกด้านของชีวิต แม้จะได้เรียนรู้เยอะมาก แต่ก็ทำให้เรารู้จักตัวเองเร็วขึ้นว่า เราอาจไม่ได้เหมาะกับการเป็นคอนซัลต์ตลอดไป เลยขอย้ายไปทำส่วนรีเสิร์ชซึ่งลักษณะการทำงานก็ต่างออกไป ได้เรียนรู้งานและเรียนรู้ตัวเองมากขึ้น”

ก้าวสู่ เจน 2 จากธุรกิจยุคบุกเบิก สู่ Ecosystem แห่ง “ความสงบ”
เมื่อก้าวเข้ามารับไม้ต่อในธุรกิจครอบครัวขณะอายุ 25 ปี คุณน้ำตาลพบความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างการบริหารในยุคคุณพ่อ (รุ่นบุกเบิก) ที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุด การควบคุมต้นทุน และสร้างรากฐานที่มั่นคง กับยุค เจน 2 ที่เธอต้องการสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง
การต่อยอดธุรกิจจึงเริ่มจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการ ยื่นจัดสรรตามกฎหมายทุกโครงการ ใส่ใจเรื่องการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง ดีไซน์ และพื้นที่สีเขียว ตลอดจนแก้ปัญหาต่าง ๆ จากประสบการณ์จริง เช่น ระบบ After-Sales Service และการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงเพื่อป้องกันปัญหาระยะยาว ทั้งหมดนี้นำมาสู่การก่อตั้ง บริษัท พีซ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
“ชื่อบริษัทเริ่มจากคำว่า Peace ที่แปลว่า สันติภาพ สงบสุข เราเป็นคนไม่ชอบทะเลาะกับใคร แนวคิดของเราคือไม่ได้ต้องการ Maximized Profit หรือกำไรสูงสุด แน่นอนว่าธุรกิจต้องมีกำไรเพื่ออยู่รอด แต่เราอยากให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งพนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ ผู้รับเหมา อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข กำไรอาจจะไม่เยอะที่สุด แต่เราได้ Relationship ได้ความสบายใจกลับมา”
นอกจาก พีซ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ แล้ว คุณน้ำตาลยังดูแลพอร์ตธุรกิจครอบครัวที่หลากหลาย ตั้งแต่ร้านแว่นตาออพติค สแควร์ ที่มีกว่า 24 สาขา, โรงแรม Loyy Hotel Chiangmai ไปจนถึงกลุ่มนวชน อพาร์ทเม้นท์ โดยยึดหลักการบริหารง่ายๆ เพียงคำเดียวคือ “Priority” หรือการจัดลำดับความสำคัญ และกระจายอำนาจให้ทีมงานมืออาชีพดูแล

วิชาตั้งสติรับมือ Crisis
ตลอด 20 กว่าปีในวงการอสังหาริมทรัพย์ คุณน้ำตาลต้องพบเจอกับบททดสอบรอบด้าน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ตลาดเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งสงครามราคา การแข่งขันที่ดุเดือด กำลังซื้อที่ชะลอตัว และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงขึ้น
วิธีรับมือกับปัญหาที่คุณน้ำตาลยึดถือมาตลอด คือวิชา ‘ทำใจ’ ที่ได้รับการปลูกฝังมาจากคุณพ่อ โดยเริ่มจากการประเมิน Worst-Case Scenario
เมื่อเกิด crisis หรือปัญหาใด ๆ ขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือการประเมินสถานการณ์ที่แย่ที่สุดก่อนว่าคืออะไร แล้วทำใจยอมรับมันให้ได้ เมื่อยอมรับผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดได้ สติจะกลับมาทันที ทำให้สามารถคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในความเป็นจริง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมักจะไม่แย่เท่ากับ Worst-Case ที่ประเมินไว้
นอกจากนี้ ในภาวะเศรษฐกิจซบเซาและการแข่งขันสูง คุณน้ำตาลมองว่านี่คือโอกาสในการ “ปลุกไฟ” และปรับตัว องค์กรต้อง Transform ตัวเองให้เบาและคล่องตัวขึ้น (Lean) พัฒนากระบวนการก่อสร้าง ค้นหาแนวคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ และเค้นศักยภาพที่ดีที่สุด หรือการสร้าง “ร่างทอง” ของทั้งตัวเองและทีมงาน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ชัดเจนว่าทำไมต้องเลือกเรา จนสามารถสร้างผลงานและปิดการขายได้อย่างโดดเด่นท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ
การเลี้ยงลูกแบบ “ทีมเดียวกัน” และศิลปะการเคารพตัวตน
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่คุณน้ำตาลยกให้เป็น Priority อันดับหนึ่งเหนือทุกสิ่ง คือ “การเป็นแม่” ของลูก ๆ ทั้ง 3 คน (วัย 18, 15 และ 8 ขวบ)
หลักการเลี้ยงลูกของคุณน้ำตาลไม่ได้เน้นการกะเกณฑ์ คาดหวัง หรือบังคับให้ลูกต้องเดินตามรอยใคร แต่มองว่าครอบครัวคือ “ทีมเดียวกัน” ที่ต้องอาศัยความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน คุณน้ำตาลใช้การรับฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening) รับฟังเหตุผลและความรู้สึกของลูกตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยรุ่น โดยไม่มองว่าความคิดของเด็กเป็นเรื่องไร้สาระ
ในวัยรุ่นที่เด็ก ๆ ต้องเผชิญกับแรงกดดันและการแข่งขันสูงในสังคม คุณน้ำตาลทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยและผู้สนับสนุน เปิดโอกาสให้ลูกได้ทดลอง เลือกเรียน และค้นหาเส้นทางชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาต่อต่างประเทศหรือคณะที่ชอบ โดยคอยให้คำแนะนำถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก แต่ให้สิทธิ์ลูกในการตัดสินใจชีวิตของตนเองอย่างเต็มที่
เติมภูมิปัญญาชีวิตผ่าน House of Wisdom (HOW)
แม้จะเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์สูง แต่คุณน้ำตาลยังคงเป็น “เด็กเนิร์ด” ที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้ การเข้าเป็นสมาชิกของ House of Wisdom (HOW) จึงตอบโจทย์ทั้งการพัฒนาตนเองและการใช้ชีวิต
คุณน้ำตาลบอกว่า สิ่งที่มอบคุณค่าให้มากที่สุดจากการเป็นสมาชิก HOW คือ “ผู้คน” การได้พบปะเพื่อนใหม่และผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้คนจากหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการได้อัปเดตองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี AI, ตลาดทุน, สุขภาพ, สมอง ไปจนถึงเรื่องการเตรียมตัวรับมือกับความจริงของชีวิต การเรียนรู้เหล่านี้ช่วยเติมเต็มความคิด ทำให้ไม่ตกยุค และสามารถนำมุมมองสะท้อนกลับมาปรับใช้กับการบริหารงานและชีวิตส่วนตัวได้อย่างคุ้มค่า
วิธีคิดแบบ “ดาวฤกษ์” และ Life is Beautiful
ตลอดการพูดคุยกับคุณน้ำตาล เรารู้สึกได้ว่าชีวิตของเธอถูกหล่อหลอมจากคำสอนที่มีค่ามากมายของคุณพ่อ ที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่ง เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีความสุข ความสงบ และสามารถส่งต่อพลังบวกให้กับคนรอบข้าง
ไม่ว่าจะเป็นปรัชญา 10 นิ้ว ที่คุณพ่อสอนมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า คนเรามี 10 นิ้ว เราควรดูแลให้สวยงามทุกนิ้ว ไม่ใช่ว่านิ้วหนึ่งใส่แหวนเพชรเม็ดโต ยิ่งใหญ่มาก แต่สมบูรณ์แค่นิ้วเดียว ขณะที่นิ้วอื่นกุดหรือบาดเจ็บ สุขภาพไม่ดี ชีวิตที่สมดุลคือการทำให้ทุกมิติขับเคลื่อนไปได้ด้วยกัน
หรือการที่คุณพ่อสอนให้มองสิ่งที่ตัวเองมี และตระหนักว่าเราได้รับสิ่งดี ๆ มาเยอะมาก หากวันใดชีวิตจะริบบางสิ่งกลับไปบ้างก็อย่ากังวลหรือโวยวาย เพราะเรายังมีสิ่งดี ๆ เหลืออยู่อีกมากมาย
ที่สำคัญ คุณพ่อสอนให้ฝึกตัวเองให้เป็น “ดาวฤกษ์” ที่มีแสงสว่างและสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้เสมอ โดยไม่ต้องรอพลังหรือแสงสว่างจากคนอื่น
คุณน้ำตาลทิ้งท้ายว่า “ทัศนคติคือทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นสำหรับตาล Life is Beautiful ค่ะ ทุกอย่างดีทั้งนั้น เรามีชีวิตเดียว แต่ละวันก็มีแค่ครั้งเดียว อยู่ให้มีความสุขที่สุด ทุกวันไม่มีอะไรให้เสียใจค่ะ”
ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จที่แท้จริงอาจไม่ใช่การยืนอยู่บนยอดเขาที่สูงกว่าใคร หรือการคว้าชัยชนะในเกมของคนอื่น แต่มันคือการได้ออกแบบชีวิตในสไตล์ของตัวเอง ได้สร้างธุรกิจด้วยหัวใจที่สงบเย็น มีเวลาได้นั่งมองคนที่เรารักเติบโตอย่างมีความสุข และตื่นขึ้นมาพร้อมพลังใจในทุก ๆ วัน เพราะความสุขที่มั่นคงที่สุด คือความสุขที่ไม่ต้องไปสู้หรือพิสูจน์กับใคร เป็นความสำเร็จที่เราเลือกเอง
