เจาะลึกวิถี ‘หมอกฎหมาย’ “พี่เอ็ม” นักยุทธศาสตร์ผู้ใช้ใจบันดาลแรง

19 October 2026

Share on

ในโลกของธุรกิจระดับสูงที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและเดิมพันมหาศาล ชื่อของ ‘พี่เอ็ม’ สิทธิเวทย์ จิวสิทธิประไพ ไม่ได้เป็นเพียงนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญการว่าความหรือทำสัญญาเท่านั้น แต่เขาคือนักยุทธศาสตร์ผู้มองเห็นโครงสร้างของปัญหาในแบบที่คนอื่นมองไม่เห็น เรื่องราวความสำเร็จของเขาไม่ได้เกิดขึ้นจากความพร้อมตั้งแต่ต้น หากเป็นผลจากการเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามข้อจำกัด วางแผนชีวิตอย่างมีเป้าหมาย และเปลี่ยนแรงผลักดันภายในให้กลายเป็นพลังในการลงมือทำ

เส้นทางของเขาจึงเป็นมากกว่าเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย แต่เป็นบทพิสูจน์ของแนวคิด ‘ใจบันดาลแรง’ ที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีความมุ่งมั่นและรู้จักเลือกเส้นทางอย่างเหมาะสม จุดเริ่มต้นของชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อจำกัดของอนาคต และนี่ก็คือเรื่องราวของ H.O.W. Member ที่เปิดบ้าน Wise Equity ต้อนรับ Wisdom On The House มานั่งพูดคุยอย่างเป็นกันเอง อยากให้ทุกคนได้อ่านกัน

 

ยุทธศาสตร์เด็กบ้านนอก : เปลี่ยนกันดารเป็นโชคดี และบทเรียนยิ่งใหญ่ที่ได้จากห้อง ICU

ต้นทุนชีวิตของเด็กชายจากอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ไม่ได้เริ่มต้นจากความเพียบพร้อม

ด่านช้างในวันนั้นคือดินแดนแห่งฝุ่นควันจากโรงงานน้ำตาลและไร่อ้อย พื้นที่กว่า 90% เป็นป่าสงวนและที่ดิน สปก. ที่แฝงด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย สภาพแวดล้อมนี้มิได้เสนอแนะและส่งมอบโอกาสให้เด็กบ้านนอกคนหนึ่งมากมาย แต่ความมืดของชนบทกลับช่วยให้เห็นดวงดาวบนฟ้าได้ชัดเจน

พี่เอ็มเล่าว่าในวัยเด็ก เขาโชคดีมาก ๆ อยู่สามเรื่อง โชคชั้นที่หนึ่งคือมีครอบครัวที่ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาคนผ่านการศึกษาและกีฬา สร้างนิสัยใฝ่รู้ด้วยการฝึกฝน จนกลายเป็นต้นทุนสำคัญของชีวิต

โชคชั้นที่สองคือมีคนทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า “ฝันใหญ่ ๆ” มัน “เป็นไปได้” พี่เอ็มเล่าว่า พี่ชายลูกแม่ค้าในตลาดแถวบ้านที่สอบเข้าโรงเรียนสวนกุหลาบฯ และคว้าทุนรัฐบาลไปเรียนต่อระดับด็อกเตอร์ด้านวิศวกรรมในต่างประเทศ พี่เอ็มเรียกพี่ชายคนนี้ว่า “New Armstrong” ของเขา เพราะเป็นผู้ทำให้เขาเชื่อว่า แม้จะเกิดในด่านช้าง ก็สามารถก้าวไปถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน

เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน พี่เอ็มจึงวางแผนสร้างโอกาสให้ตัวเองผ่านสองเส้นทางควบคู่กัน ทั้งการสอบแข่งขันทางวิชาการและการคัดเลือกโควตานักกีฬาฟุตบอลช้างเผือก เขาฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก ตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อวิ่งและปั่นจักรยานไปโรงเรียน ก่อนจะใช้เวลาหลังเลิกเรียนฝึกซ้อมกีฬาและอ่านหนังสืออย่างต่อเนื่องจนถึงค่ำ

ความพยายามดังกล่าวทำให้เขาได้รับเลือกเป็นหนึ่งในสองคนจากผู้สมัครนับร้อย เข้าเป็นนักกีฬาโครงการช้างเผือกของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยได้สำเร็จ

แต่ความสำเร็จในสนามหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเหนือกว่าทุกคนในอีกสนามหนึ่งเสมอไป

พี่เอ็มเล่าว่าครั้งหนึ่งโค้ชทีมฟุตบอลของเขา เคยพาทีมฟุตบอลของเขาซึ่งตอนนี้เป็นแชมป์ประถมระดับจังหวัดไปให้ทีมมัธยมรุมยำแบบไร้ทางสู้ เพื่อสอนบทเรียนสำคัญว่า เมื่อก้าวเข้าสู่โลกที่ใหญ่ขึ้น เราจะพบว่ายังมีผู้คนที่เก่งกว่าเราอีกมากมาย ให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองต่อไป  “Work Hard, Stay Humble” จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดที่ติดตัวเขามาจนถึงวันนี้

โชคดีครั้งที่สาม เกิดขึ้นในวันที่เขาเห็นคุณพ่อนอนอยู่ในห้อง ICU นานถึง 5 วันโดยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ มีคนมากมายแวะเวียนกันมาเยี่ยมเยียนและบอกลา และคุณหมอบอกว่าคนที่เป็นโรคนี้ยังไม่มีใครได้กลับบ้าน ท่ามกลางความเปราะบางของชีวิตในวันนั้น จุดเปลี่ยนที่เปลี่ยนจาก ‘เด็กชาย’ ให้กลายเป็น ‘ผู้ชาย’ ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเองและเป็นที่พึ่งของครอบครัวให้ได้เพราะ “เราไม่รู้ว่าชาติหน้ากับวันพรุ่งนี้ อะไรจะมาก่อนกัน”  โชคดีที่วันนั้นโรคร้ายไม่ได้พรากชีวิตคุณพ่อไป แต่ความตระหนักรู้ถึงความตายและความไม่แน่นอนนี้เองที่กลายเป็นรากฐานของความมุ่งมั่นในการสร้างเนื้อสร้างตัวอย่างรวดเร็วและมั่นคงในเวลาต่อมา

 

 

วาทศิลป์แห่งความโปร่งใส: เปลี่ยนจุดอ่อนด้านสำเนียงให้เป็นทักษะการสื่อสาร

ความท้าทายลำดับถัดมาในรั้วสวนกุหลาบคือ ‘สำเนียง’ พี่เอ็มพบว่าหากเขายังพูดเหน่อ ผู้ฟังจะโฟกัสที่ “สำเนียง” มากกว่า “เนื้อหา” ที่ต้องการจะสื่อ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อยุทธศาสตร์การเป็นนักโน้มน้าวใจ เขาจึงตัดสินใจใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักเพื่อ “ปิดสำเนียงเหน่อ” จนสามารถสื่อสารได้อย่างมั่นใจและลดสำเนียงท้องถิ่นลงได้

สำหรับพี่เอ็ม ความพยายามนี้ไม่ใช่เรื่องของความสวยงามทางการพูด แต่เป็นการกำจัด “Noise” ในการสื่อสารเพื่อให้ “Signal” ของเหตุผลส่งไปถึงผู้รับสารได้คมชัดที่สุด การฝึกฝนนี้ส่งผลให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองประธานชุมนุมศิลปการพูดและการแสดง และเป็นตัวแทนโรงเรียนในการโต้วาทีระดับประเทศ การสั่งสมวาทศิลป์และตรรกะในวันนั้นได้กลายเป็นอาวุธสำคัญเมื่อเขาต้องก้าวเข้าสู่วิชาชีพที่ใช้ “ถ้อยคำ” เป็นเครื่องมือในการตัดสินชะตาธุรกิจ

 

จาก ‘เสื้อกาวน์’ สู่ ‘หมอกฎหมาย’: การเลือกเส้นทางเพื่อ Real Impact

เดิมทีพี่เอ็มมุ่งมั่นจะเป็นแพทย์ตามความคาดหวังของสังคมและครอบครัว แต่หลังจากไปฝึกงานที่วอร์ดผู้ป่วยหนัก ศิริราช เขาเริ่มวิเคราะห์ถึง “Value” และ “Life Management” อย่างจริงจัง เขาพบว่าวิชาชีพแพทย์ต้องเสียสละเวลาส่วนตัวและครอบครัวอย่างมาก ซึ่งขัดกับเป้าหมายชีวิตของเขาที่ต้องการเป็นเสาหลักให้ครอบครัวอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันคำสอนของอาจารย์ที่ปรึกษาที่ว่า “โรงเรียนเราส่งคนเก่งๆ ไปเป็นหมอเป็นวิศวกรเยอะมากนะ ทำไมถึงไม่กระจายกันไปทำประโยชน์ให้สังคมด้านอื่นๆ บ้าง” ได้จุดประกายให้เขาเห็นโอกาสในตลาดที่ยังขาดแคลน

พี่เอ็มมองว่า แท้จริงแล้ว “กฎหมาย” และ “การแพทย์” ใช้ตรรกะเดียวกัน นั่นคือการนำหลักวิชาการมาประยุกต์เข้ากับข้อเท็จจริง (Applying Principles to Facts) โดยต้องอาศัย “Human Touch” หรือความเข้าใจมนุษย์ไม่ต่างกัน แต่จุดที่แตกต่างคือเขามองเห็นผลกระทบในเชิงโครงสร้างจากการเป็นนักกฎหมาย การเป็นหมออาจช่วยชีวิตคนได้ครั้งละไม่มาก แต่การเป็นนักกฎหมายที่รับผิดชอบดีลขนาดใหญ่อาจสามารถสร้างผลกระทบต่อการจ้างงานและชีวิตคนนับหมื่นนับแสนได้ในคราวเดียว

นอกจากนี้ เขายังมองเห็นโมเดลธุรกิจของ Law Firm ที่มี “Operational Advantage” คล้ายสนามบิน คือการลงทุนในระบบและบุคลากรเพื่อ “Arbitrage” หรือทำกำไรจากส่วนต่างของเวลาและความเชี่ยวชาญ ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของเขาจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นทนายความที่มีความสามารถ แต่รวมถึงการเป็นผู้สร้างองค์กรกฎหมายที่สามารถเติบโตและดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

 

 

Underdog’s Shortcut: วิถีคนขยันที่ย่นย่อประสบการณ์ 10 ปี ให้เหลือ 5 ปี

ในการก้าวเข้าสู่ International Law Firm พี่เอ็มเริ่มต้นจากฐานะ Underdog ที่ไม่ได้มีเกียรตินิยมเป็นใบเบิกทาง เขาจึงต้องใช้ยุทธศาสตร์ “ย่นย่อเวลา” เพื่อสร้างแต้มต่อ เขาทำงานวันละ 14 ชั่วโมง หรือประมาณ 2,200 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งมากกว่ามาตรฐานคนทั่วไปเกือบเท่าตัว นี่คือการทำ “Arbitrage” กับเวลาของตัวเอง เพื่อให้ประสบการณ์ 5 ปีของเขามีค่าเท่ากับประสบการณ์ของคนอื่นที่อาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี

กลยุทธ์สำคัญของเขาคือการผสมผสานความอ่อนน้อมถ่อมตนเข้ากับความรับผิดชอบ เขาพร้อมอาสาทำงานที่คนอื่นอาจมองข้าม เช่น การตรวจคำผิดและพิสูจน์อักษรให้พาร์ตเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญ โดยไม่เรียกร้องผลตอบแทนเพิ่มเติม เพื่อแลกกับโอกาสเรียนรู้วิธีคิด การวิเคราะห์เอกสาร และกระบวนการทำงานในระดับมืออาชีพ

พี่เอ็มเชื่อว่าความเชี่ยวชาญไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง การพร้อมช่วยเหลือทีม และการกล้ารับผิดชอบงานที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกงานจึงเป็นโอกาสในการสะสมประสบการณ์และพัฒนาความสามารถของตัวเอง

การเร่งเรียนรู้ในช่วงเริ่มต้นอาชีพทำให้เขาค่อย ๆ สร้างความได้เปรียบ โดยไม่ได้อาศัยเพียงความขยัน แต่ยังใช้ความอ่อนน้อมและความน่าเชื่อถือเป็นพื้นฐานในการสร้างความไว้วางใจจากคนรอบข้าง

 

Strategic Dispute Resolution: การระงับข้อพิพาทเชิงกลยุทธ์โดยถือเอาประโยชน์สูงสุดของลูกความเป็นสำคัญ

ปรัชญาการทำงานของพี่เอ็มในฐานะนักกฎหมายคือการเป็น “หมอกฎหมาย” ที่เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษาเพียงอย่างเดียว เขาเชื่อว่าการเกิดคดีความคือความทุกข์ทรมานของลูกความ ดังนั้นหน้าที่ของเขาจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การตีความตัวบทกฎหมาย แต่ต้องออกแบบทางออกทางธุรกิจที่เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย สำหรับพี่เอ็ม การทำคดีธุรกิจไม่ใช่การแข่งขันที่จำเป็นต้องมีฝ่ายหนึ่งชนะอย่างเด็ดขาดและอีกฝ่ายต้องพ่ายแพ้ แต่เป็นการบริหารผลลัพธ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในหลายมิติ

เขาให้ความสำคัญกับชัยชนะทางกฎหมาย การรักษาเกียรติยศและความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนการรักษามูลค่าทางธุรกิจไว้ให้ได้มากที่สุด ในบางกรณี การเจรจายอมความหรือจำกัดความเสียหายอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการชนะคดีในศาล แต่ต้องแลกกับการที่ธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้

ความโดดเด่นของพี่เอ็มคือความสามารถในการบูรณาการความรู้ข้ามสายงาน (Multidimensional Integration) เขาเป็นที่ปรึกษากฎหมายด้าน M&A และกฎหมายหลักทรัพย์ เป็น inhouse lawyer ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งยังเป็นลงทุนทำธุรกิจด้วยตนเองมาก่อน ทำให้เมื่อเกิดข้อพิพาททางธุรกิจที่ซับซ้อน เขาจึงสามารถเข้าใจและเสอนทางแก้ปัญหาได้อย่างรอบด้าน ประสบการณ์ที่หล่อหลอมเขาให้แข็งแกร่งที่สุดคือช่วงเวลาที่เขาต้องตกเป็น “จำเลย” ในคดีอาญาด้วยตัวเองจากบทบาทกรรมการบริษัท ความเจ็บปวดและความตึงเครียดในฐานะจำเลยทำให้เขาเข้าถึงหัวใจของลูกความด้วย Empathy ที่แท้จริง เขารู้ดีว่าความรู้สึกของคนที่ถูกฟ้องนั้นเป็นอย่างไร และนั่นทำให้เขาสู้ยิบตาเพื่อรักษาความยุติธรรมให้ลูกความอย่างสุดกำลัง

 

 

ปรัชญา New Armstrong: ใจบันดาลแรงสู่คนรุ่นใหม่

ในยุคที่ AI เริ่มเข้ามาแทนที่งานเอกสาร พี่เอ็มฝากข้อคิดถึงคนรุ่นใหม่ว่า การจะเป็นผู้นำที่อยู่รอดได้ในอนาคตต้องเป็น “Generalist ที่มี Business Mind” และต้องรู้ลึกอย่างน้อย 2 สาขา เพื่อสร้าง Niche Market ของตัวเอง ความเก่งกาจอาจหาซื้อได้ แต่ความเชี่ยวชาญที่เกิดจาก Empathy และความคิดเชิงกลยุทธ์ที่เข้าใจบริบทมนุษย์คือสิ่งล้ำค่า

ความหมายของ ‘New Armstrong’ สำหรับพี่เอ็มในวันนี้ จึงไม่ใช่การเป็นคนแรกที่เหยียบดวงจันทร์เพื่อเกียรติยศส่วนตัว แต่คือการเป็นตัวอย่างของคนธรรมดาที่มีวินัยและพยายามอย่างที่สุดจนประสบความสำเร็จได้ เพื่อเป็นหลักฐานให้คนรุ่นหลังเห็นว่า “พวกคุณก็ทำได้” เขาเปรียบเสมือนแสงนำทางที่ส่งต่อแรงบันดาลใจว่า แม้เราจะเริ่มต้นจากจุดใด แต่หากมี “ใจบันดาลแรง” และยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เราย่อมสามารถทะลายทุกกำแพงขีดจำกัดเพื่อส่งต่อคุณค่าให้แก่โลกใบนี้ได้อย่างสง่างามและยั่งยืน

Share on

Most Popular