The Power of X: เมื่อ Coding × Design × Business กลายเป็น DNA การเติบโตของ Jenosize

26 June 2026

Share on

ในโลกธุรกิจที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแทบทุกวัน การมีทักษะเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของการอยู่รอด แต่สำหรับ “พี่แม็ก” หรือ คุณณัฐเศรษฐ์ ไตรทิพย์เจริญชัย ผู้ก่อตั้ง Jenosize (เจโนไซส์) บริษัท Digital Innovation แถวหน้าของเมืองไทย เขามีสูตรลับที่ฝังอยู่ใน DNA นั่นคือความเป็น “X”

สำหรับพี่แม็ก “X” ไม่ใช่แค่ตัวอักษร แต่มันคือ “จุดตัดของศาสตร์สองแขนง” ที่เมื่อมาบรรจบกันแล้ว จะก่อให้เกิดคุณค่าใหม่ที่ตลาดยังไม่มี และนี่คือเรื่องราวการเดินทางจากเด็กวิศวะคอมฯ ที่หลงรักงานดีไซน์ สู่เจ้าของอาณาจักร Innovative Agency ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO)

 

เมื่อ Coding มาบรรจบกับ Design จุดกำเนิดของ X ตัวแรก

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน ในยุคที่คำว่า Digital ยังไม่เป็นกระแส พี่แม็กเริ่มต้นเส้นทางด้วยต้นทุนที่แตกต่าง แม้จะเรียนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากลาดกระบัง แต่เขากลับหลงใหลงานออกแบบมาตั้งแต่สมัยมัธยม

“ถ้าเราจบวิศวะฯ อย่างเดียว เราอาจจะเป็น 1 ใน 20,000 คนที่จบมาในปีนั้น แต่แม็กชอบงานดีไซน์ด้วย เรียน Photoshop ควบคู่ไปกับเขียน Code”

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นระหว่างฝึกงานที่นิตยสารแห่งหนึ่ง ในช่วงที่เว็บไซต์เริ่มมีบทบาท แต่ยังมีคนทำเป็นไม่มาก พี่แม็กจึงจับเอาแกน Coding มา X กับ Design กลายเป็น “Web Design”

เขาเริ่มต้นจากงานฟรีแลนซ์ตัวละ 7,000 บาท ขยับขยายด้วยการไปหาซื้อหนังสือรวบรวมเว็บไซต์สวยๆ ทั่วโลกมาศึกษา จนเริ่มมีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาจากเว็บบอร์ด และธุรกิจก็เติบโตทีละน้อย นี่คือช่วงเวลาที่เขาเป็น “Solo Entrepreneur” อย่างเต็มตัว ทำเองทุกอย่างตั้งแต่ปี 2 ปี 3 จนเกิดเป็นธุรกิจ

 

จาก “เป็ดโปร” สู่ระบบระดับโลก เมื่อการเติบโตไม่ได้อยู่ที่ทำทุกอย่างเอง

หลังจากเรียนจบ พี่แม็กไม่ได้กระโดดลงมาทำธุรกิจเต็มตัวทันที แต่เขาเลือกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใน Global Tech Agency เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงานระดับสากลก่อน ที่นั่นทำให้เขาเห็นความแตกต่างระหว่างการเป็น “เป็ด” ที่ทำได้ทุกอย่าง กับการทำงานแบบ Specialist หรือคนที่เชี่ยวชาญจริงในเรื่องเดียว

“ต่อให้เราดีไซน์ได้ แต่เราก็เก่งไม่สู้ดีไซเนอร์จริงๆ ที่เขาทำสิ่งนั้นทั้งวัน”

จากคนเขียนโค้ดและออกแบบ เขาค่อยๆ เปลี่ยนบทบาทมาเป็น Project Manager (PM) เรียนรู้วิธีการบริหารโครงการสเกลใหญ่ระดับ Global อย่าง Big C Shopping และต่อยอดไปสู่บทบาท Product Manager ที่ True App Center ในยุคเปลี่ยนผ่านจาก Web สู่ Application ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาเข้าใจบทบาทสำคัญของคนสร้างผลิตภัณฑ์

“บางทีลูกค้าก็ไม่รู้หรอกว่าเขาต้องการอะไร หน้าที่ของเราคือช่วยเขาหาคำตอบ”

 

 

X-Tech จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Jenosize เติบโตแบบก้าวกระโดด

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Jenosize ไม่ได้เริ่มจากโปรเจกต์ Tech ยักษ์ใหญ่ แต่กลับมาจากงานของหน่วยงานภาครัฐ พี่แม็กไปประมูลงานของหน่วยงานส่งเสริมนวัตกรรมการค้า ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่าง Event Organizer และ Tech

ในตอนนั้น เขาต้องทำระบบตัดสินรางวัลดีไซน์ระดับโลกที่ให้กรรมการเดินตรวจผ่าน iPad พร้อมแสดงผลแบบ Real-time เมื่อ 14 ปีก่อน สิ่งนี้ถือว่าล้ำมาก ความสำเร็จนั้นทำให้ลูกค้าขอให้ Jenosize ทำส่วนงาน Organizer ด้วย

แม้พี่แม็กจะยอมรับตรงๆ ว่า “ตอนนั้นผมทำ Event ไม่เป็นเลย” แแต่แทนที่จะปฏิเสธ เขากลับเลือกเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ถึงขั้นพ่นสีฉากในออฟฟิศเองเพื่อประหยัดงบและควบคุมคุณภาพ จนกลายเป็น Event X Tech ซึ่งเป็น Value ที่หาคนทำได้ยากในตลาด โปรเจกต์ขยับจาก 7 ล้านบาท เป็น 20 ล้านบาท และเติบโตสู่หลัก 60 ล้านบาทในเวลาต่อมา

 

DNA ของ Jenosize เมื่อ Business ต้องเริ่มจากความเข้าใจคน

ปัจจุบัน Jenosize เติบโตจนมีพนักงานกว่า 90 คน แบ่งเป็น 4 แกนธุรกิจหลัก ได้แก่ Consult, Digital Marketing, Tech Service และ Tech Product (Venture) แต่ไม่ว่าธุรกิจจะแตกยอดไปแค่ไหน หัวใจสำคัญที่พี่แม็กยังคงรักษาไว้คือความเป็น “X” ระหว่าง Consumer Insight และ Business Strategy

เขาเชื่อในการทำ “Customer Centric” ไม่ใช่การเดาว่าลูกค้าต้องการอะไร แต่ต้องลงไปพูดคุยกับผู้ใช้งานจริง เช่น การพาพนักงานไปนั่งคุยกับคุณแม่ 10 คนเพื่อทำแอปฯ สำหรับแม่และเด็ก จนพบว่าสิ่งที่แม่ต้องการจริงๆ ต่างจากที่ทีมงานคาดไว้โดยสิ้นเชิง

ในด้านการบริหารคน พี่แม็กยึดถือหลักการ “Principle over Policy” ของ Amazon เขาพยายามรักษาจิตวิญญาณแบบ Creative Studio ที่เน้นความคล่องตัวและประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการวางระบบเพื่อรองรับการขยายตัว

 

 

The Next Curve เมื่อ AI ไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือเครื่องจักรตัวใหม่

เป้าหมายถัดไปของพี่แม็กคือการนำ Jenosize เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) แต่เขาไม่ได้มองแค่การเป็นบริษัทรับจ้างทำซอฟต์แวร์ (Software House) ตลอดไป เพราะความฝันสูงสุดคือการมี “Tech Product” ของตัวเองที่สเกลได้จริง

เขามองเห็นคลื่นลูกใหม่ที่เปลี่ยนโลก นั่นคือ AI พี่แม็กเปรียบเทียบว่า AI เหมือนกับสายพานในโรงงานที่จะเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่หมด มนุษย์จะเปลี่ยนจากผู้ลงมือทำ มาเป็นผู้ออกแบบ ผู้สั่งการ และผู้ตรวจสอบ

“เหมือนบาริสต้าที่ชงกาแฟเก่ง ถ้ามีเครื่องชงกาแฟมา เราจะยอมแพ้ หรือเราจะเอาสูตรของเราไปสร้างเครื่องชงกาแฟเวอร์ชันของเรา เพื่อขายให้ได้ทีละหมื่นแก้ว”,

นั่นคือสิ่งที่เขากำลังทำ คือการสร้าง AI Employee หรือ AI Engine เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้แก่ธุรกิจ

 

จิตวิญญาณแห่งการ “เปิดประตูทุกบาน”

ตลอดการเดินทางของพี่แม็ก สิ่งที่เห็นชัดที่สุดไม่ใช่เพียงความสามารถด้านเทคโนโลยี แต่คือวิธีคิดที่กล้าผสมศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกันอยู่เสมอ เขาเป็นนักธุรกิจที่ Conservative ในเรื่องการเงิน แต่ Aggressive ในเรื่องนวัตกรรม พร้อมเปิดประตูให้ตัวเองเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา

จุดแข็งของ Jenosize คือการเป็น Integrator ที่หยิบจับสิ่งต่างๆ มา X กันจนเกิดเป็น Creativity บน Touch Point ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Metaverse, AI หรืออะไรก็ตามที่จะตามมาในอนาคต

“คุณต้องหา X ของตัวเองให้เจอ competency 1 อย่าง 2 อย่าง หรือ 3 อย่างที่มา Cross กัน แล้วสร้างคุณค่าที่ตอบโจทย์เทรนด์ตอนนั้น นั่นแหละคือทางรอดที่ยั่งยืน” พี่แม็กกล่าวทิ้งท้าย

 

 

นี่คือบทเรียนจากชายผู้ไม่เคยหยุดที่จะ “X” เพื่อสร้างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้… ให้เป็นไปได้ในโลกดิจิทัล

 

 

Share on

Most Popular