องค์กรควรใช้ AI อย่างไร? BCG เผย 4 เทรนด์ AI และสูตรสร้างผลลัพธ์จริง

2 August 2026

Share on

ห้องประชุมบริษัทใหญ่ทั่วโลกกำลังต้อนรับสมาชิกใหม่ สมาชิกที่ชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สมาชิกซึ่งผู้บริหารระดับสูงเดิมพันด้วยเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อ “การใช้ AI เพื่อปฏิรูปธุรกิจ” ที่มีความท้าทายใหญ่เป็น “ความพร้อมองค์กร” ในการรองรับ AI…. แล้วอะไร คือสูตรลับเหล่าบริษัทชั้นนำ ซึ่งเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วย AI ประสบความสำเร็จเขาทำกัน?

“ไม่มีสูตรลับ” คุณโยฮันเนส โกลท์เชอ กรรมการผู้จัดการและพาร์ทเนอร์ จาก Boston Consulting Group (BCG) ประจำสิงคโปร์กล่าว

“AI ไม่มีสูตรลับอะไร มันเพียงเข้ามาผลักกงล้อให้หมุนไป ทำให้เราเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางที่สนับสนุนกันและกันต่อไป” โกลท์เชอกล่าว และเขายังอธิบายเทรนด์ AI กระแสใหญ่ในกลุ่มธุรกิจให้เราฟังเป็น 4 ข้อ พร้อมแนะนำว่า “การปฏิรูปองค์กรด้วย AI” ทำให้ดี ทำอย่างไรได้บ้าง

 

 

ใครๆ ก็เชื่อใจ AI

ความเชื่อใจของผู้นำธุรกิจต่อ AI ปรากฎอยู่ชัดในผลสำรวจ AI Radar 2026 Survey ของBCG ซึ่งทำการสำรวจผู้บริหาร 2,360 คนทั่วโลก รายงานพบว่า บริษัทต่างๆ กำลังเพิ่มเงินลงทุนใน AI เป็นสองเท่า!

และไม่ใช่แค่เพิ่มงบประมาณด้าน AI ถึงสองเท่า แต่ผู้บริหารมากกว่า 94% ยังยืนยันว่า พวกเขาพร้อมจะลงทุนใน AI ต่อยาวๆ แม้ว่าจะยังไม่เห็นผลตอบแทนก็ตาม แถม 24% ยังบอกว่าพร้อมจะเพิ่มตัวเลขการลงทุนใน AI เข้าไปอีก ถ้านี่ไม่ใช่เพราะเพราะผู้บริหารเชื่อใจในเทคโนโยลี AI แบบสุดๆ แถมโกลท์เชอยังชี้ว่า นี่เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่วงการใดวงการหนึ่ง

 

เลื่อนขั้นให้ AI ตำแหน่งใหม่ในบอร์ดบริหาร

อย่างที่คุยกันไปแล้วว่า งบประมาณที่ธุรกิจทุ่มให้ AI เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ถ้าเปรียบเป็นคนก็คงเป็นการเลื่อนตำแหน่ง กว่า 72% ในบริษัทกลุ่มตัวอย่างโยกย้าย AI จากภายใต้การตัดสินใจของฝ่าย CIO (ฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศ) ไปสู่กรอบอำนาจการตัดสินใจของ CEO หรือเหล่าประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

นี่คือหลักฐานว่า ปี 2026 AI คือเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ และ CEO จำนวนมากยังเชื่อว่า กลยุทธ์ AI ของบริษัทนี่แหละ คือแก่นความมั่นคงและเสถียรภาพของพวกเขาเอง

เดินทางกันมาถึงจุดนี้ โกลท์เชอให้ทริคเล็กๆ น้อยๆ ว่า CEO และ CIO จะต้องร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว ในขณะที่ฝ่าย CIO ผลักดันให้เกิดการปฏิรูปด้วย AI ในองค์กร ฝ่าย CEO เองก็ต้องพัฒนาทักษะตนเองเพื่อให้เข้าใจการเปลี่นแปลงที่เกิดขึ้นภายใต้องค์กรตน ด้วยวิธีนี้ AI จะสามารถปลดล็อคกลยุทธ์ใหม่ๆ ที่ใช้ได้จริงได้

 

ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นเครื่องยนต์ใหญ่ขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่

ในบรรดาองค์กรกว่าสองพันแห่งที่เข้าร่วมการสำรวจ พวกเขาหยิบเอา AI มาใช้งานหลักๆ ใน 3 รูปแบบ

  • รูปแบบแรกคือ Deploy (การปรับใช้) ใช้ทำงานเพื่อสร้างผลลัพธ์ไม่ซับซ้อน ถ้าเปรียบเป็นต้นไม้ ก็ผลไม้สุกงอมที่แขวนอยู่ตรงปลายกิ่ง ตัวอย่างเช่น ใช้ AI สรุปการประชุม หรือการจัดการปฏิทิน การใช้งานแบบนี้สามารถเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ได้ 10-20%
  • รูปแบบที่สองคือ Reshape (การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง) วิธีการนี้คือการสร้างฟังก์ชันการทำงานใหม่ให้ธุรกิจ เช่น การใช้ AI ทำงานการตลาด หรืองานบริการลูกค้า ยิ่งใช้ควบคู่กับเทคโนโลยี ด้วยการมองแบบครบวงจร (End-to-end) มากขึ้น และการตั้งฐานวัดมาตรฐานใหม่ (Re-baselining) AI จะยิ่งสามารถปลดล็อกมูลค่าใหม่ ๆ ได้อีก
  • รูปแบบที่สาม คือ Invent (การคิดค้นสิ่งใหม่) เมื่อมูลค่าใหม่ของ AI ถูกปลดล็อก โมเดลธุรกิจใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นตามมา คุณโกลท์เชอยกตัวอย่างบริการและผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเฉพาะโมเดลธุรกิจแบบ B2B หรือการสร้างรายได้จากข้อมูล (Data monetization) เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านสู่ AI

 

คุณโกลท์เชอแนะว่า วิธีหนึ่งที่หลายบริษัทได้ทดลองใช้และพบว่ามีประสิทธิภาพทีเดียวคือ การตั้งแผนกเพื่อการเปลี่ยนผ่าน AI โดยเฉพาะ โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล นักพัฒนา และวิศวกรเข้าด้วยกัน รวมเป็นแพลตฟอร์มใจกลางที่อำนวยการการทำงานด้าน AI ในกรณีต่างๆ หลากหลาย

ก่อนเราจะย้ายไปคุยหัวข้อที่หลายคนคงรอคอยที่สุด โกลท์เชอแอบกระซิบพลังของ AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาว่า ประสิทธิภาพผลิตภาพของ AI เพิ่มขึ้นถึง 1,000 เท่าในช่วงเวลา 30 เดือน ซึ่งหมายความว่า ณ วินาทีนี้ AI Agent สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองโดยไม่หยุดพักได้นานถึง 100 ชั่วโมงแล้ว!

 

 

ผู้บริหารแนวหน้าเรื่อง AI เขาใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างไรกันนะ?

แม้ AI จะพัฒนาเร็วแค่ไหน แต่คุณโกลท์เชอก็ยังคงยืนยันว่า การใช้งาน AI และ AI Agent ผู้ใช้งานยังคงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หากคุณเป็นผู้บริหารธุรกิจที่กำลังเล็งเอา AI มาปฏิรูปการทำงานในองค์กร อาจต้องเริ่มจากตั้งคำถาม 4 ข้อนี้กับตัวเองก่อน

  1. ระหว่างความสามารถในการขยายระบบ (Scalability) และความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) ของ AI ที่หลายครั้งไม่ได้เดินทางไปด้วยกันเสมอ คุณจะสร้างสมดุลระหว่าง 2 อย่างนี้อย่างไรดี?
  2. AI Agent ทำงานได้แสนจะรวดเร็ว แต่ความเร็วไม่ใช่คำตอบเสมอไป หากต้องเลือก ผลลัพธ์ที่คุณอยากได้ คือผลลัพธ์ระยะสั้นหรือระยะยาว?
  3. AI ตอนนี้มาพร้อมโมเดลอัตโนมัติ คุณจะกำกับดูแลโมเดลอย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด
  4. และสุดท้าย หากจะรับประกันความสอดคล้องกันในแต่ละแผนก คุณที่เป็นเจ้าของธุรกิจก็ควรกำหนดจุดควบคุมโดยมนุษย์ไว้ด้วย แต่ตรงไหนล่ะที่ควรกำหนด เพื่อรวมทิศทางให้เป็นหนึ่งเดียว?

 

การวาง AI Agent ลงในกระบวนการทำงานแบบเดิม ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ AI โดยเฉพาะ แม้อาจช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์รวดเร็วทันใจ แต่การบรรลุวิถีทางใหม่ในการทำธุรกิจอาจจะยัง ดังนั้น BCG ขอแนะนำว่า ตั้งฐานวัดมาตรฐานใหม่ทั้งหมด (Re-baseline) เลยอาจเป็นแนวทางที่ดีกว่า

 

แล้วเหล่าผู้นำในผลสำรวจมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร?

คุณโกลท์เชอแนะนำให้เรารุ้จักผู้นำธุรกิจ 3 กลุ่ม คือ

  1. Followers (ผู้ตาม): กลุ่มนี้มีสัดส่วนประมาณ 15% ของผู้นำทั้งหมด กลุ่มนี้ไม่ได้มีความมั่นใจมากนักว่า AI จะช่วยขับเคลื่อนมูลค่าได้จริง
  2. Pragmatists (นักปฏิบัติปฏิบัตินิยม): คิดเป็น 70% ของกลุ่มตัวอย่าง คนเหล่านี้ลงทุน แต่ต้องเป็นการลงทุนที่พิสูจน์ได้ว่า ให้มูลค่าและมีความเสี่ยงต่ำ
  3. Trailblazers (ผู้นำแนวหน้า): กลุ่มสุดท้ายนี้มีสัดส่วน 15% กลุ่มนี้แหละที่เราเรียกเขาว่า ผู้นำเทรนด์ด้าน AI พวกเขากำลังทุ่มทุนหนักให้กับ AI และวาระด้าน AI ของบริษัทตนเอง

หากกล่าวให้ชัด ความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Pragmatists และ Trailblazers คือ “ความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า” (Conviction) เชื่อที่ว่า AI คืออนาคตของบริษัท และต้องลงมือทำในวาระเรื่อง AI “เดี๋ยวนี้เลย!”

 

 

ข่าวดีสำหรับใครที่สนใจ AI อยู่ การจะเป็น Trailblazer ไม่ใช่เรื่องยากเลย และนี่คือจุดร่วมที่ BCG พบในหมู่ผู้นำที่เป็น Trailblazer

  1. ทำให้ AI และ Generative AI เป็นหัวใจสำคัญขององค์กร
  2. เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจด้าน AI: เข้าใจเทรนด์ AI ตั้งแต่ LLM ไปจนถึง Machine Learning รวมถึงการทำงานของ AI ตั้งแต่หลักคิดเบื้องหลัง เพื่อให้สมาชิกในองคฺกรเข้าใจอย่างทะลุปุโปร่ง
  3. ไม่ต้องทำเยอะ แต่ลงทุนทำให้ดี: ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วย AI ทีละ 10 อย่างพร้อมกัน แต่ทำไปทีละน้อย 3 หรือ 4 อย่างก้เพียงพอ เนื่องจากองค์กรไม่สามารถรับการเปลี่ยนแปลงจำนวนมากเกินไปพร้อมกันได้
  4. ยกระดับทักษะขององค์กร (Upskill): พนักงานครึ่งหนึ่งขององค์กรจะต้องได้รับการติดอาวุธทางทักษะเพื่อให้สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. ติดตาม ROI ที่วัดผลได้จาก AI: สร้างความมั่นใจว่า AI จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

 

คุณโกลท์เชอเน้นย้ำว่า ด้วยบริบทของ AI ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โมเดล AI จึงมีการเสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ในรอบ 6 ถึง 9 เดือน มักจะมีวิวัฒนาการ AI ใหม่ๆ และผลัก AI เก่าตกรุ่นเรื่อยไป สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างระบบที่โมเดลใหม่ๆ สามารถเชื่อมต่อหรือถอดออกได้ง่าย รวมถึงต้องมีระบบทดสอบอัตโนมัติ (Automated regression testing) ไว้คอยสนับสนุนการอัปเดตที่ราบรื่นด้วย

“สำหรับผู้เล่นกลุ่มหลักกลุ่มนี้ หรือ Trailblazers พวกเขาไม่ได้มีความลับอะไรเลยครับ พวกเขาแค่ตั้งใจทำมันมากกว่ามาก ตอนที่เราไปสัมภาษณ์พวกเขา เห็นได้เลยว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะทำให้ AI เป็นเรื่องหลักมากกว่าคนอื่นถึงสองเท่า” คุณโกลท์เชอกล่าว

เขายังเน้นย้ำถึงข้อควรระวัง 3 ประการ ขีดเส้นใต้ไว้ว่า ผู้นำควรพิจารณาอย่างรัดกุม: ใส่ใจและรับผิดชอบในวิสัยทัศน์ AI องค์กรอยู่เสมอ, อย่ามองข้ามความกังวลของพนักงาน โดยต้องจัดการปัจจัยด้านมนุษย์อย่างใส่ใจตลอดการเปลี่ยนผ่าน, และนำหลัก Risk-Adjusted ROI มาใช้เพื่อป้องกันปัญหา AI หลอน (Hallucinations) และข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

 

 

ท้ายที่สุดคุณโกลท์เชอย้ำว่า เรื่องคน, วิธีการทำงาน, การกำกับดูแล, ทักษะ และการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change management) ยังคงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดสู่ความสำเร็จในการนำ AI มาปรับใช้

 

“ไม่ว่าคุณจะมอบเครื่องมือและอัลกอริทึมที่ดีที่สุดให้พวกเขาแค่ไหน แต่ถ้าแรงจูงใจของคนไม่สอดคล้องกัน คุณก็จะไม่มีทางเห็นผลลัพธ์”

เขากล่าวทิ้งท้าย

 

Share on

Most Popular