ถอดบทเรียน Communication Skills จากโค้ชดีเบต สู่การทำงานกับคนทุก Generation

28 August 2026

Share on

ในโลกการทำงานปัจจุบัน เรามักพบปัญหาคลาสสิกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารที่เก่งกาจแต่กลับคุยกับใครไม่รู้เรื่อง คนทำงานรุ่นใหม่ที่มีทักษะยอดเยี่ยมแต่ตกม้าตายเพียงเพราะการเลือกใช้คำพูด หรือความขัดแย้งในองค์กรที่ลุกลามจนพนักงานลาออกยกทีม น่าแปลกที่ความล้มเหลวในการร่วมงานกันกว่า 80-90% ไม่ได้เกิดจากเนื้อหา (Content) ที่สื่อสาร แต่กลับเกิดจาก “วิธีการสื่อสาร” (Context & Delivery) ที่ไม่เหมาะกับสถานการณ์และผู้รับสาร

และนี่คือ “Communication Playbook” ที่รวบรวมเทคนิค วิธีคิด และประสบการณ์ตลอด 20 ปีของ ‘พี่แพรว’ แพรวตา หนึ่งในสมาชิก H.O.W. ของเรา ที่เป็นโค้ชผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร (Communication Coach) และผู้อยู่เบื้องหลังการฝึกซ้อมของนักดีเบตทีมชาติไทย ที่จะมาถอดรหัสให้เราเห็นว่า การสื่อสารไม่ใช่พรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่คือ “กล้ามเนื้อ” ที่ทุกคนสามารถฝึกฝนและพัฒนาได้

 

 

เทคนิคการสื่อสารระดับโลก: อย่าจ่าหน้าซองจดหมายรักถึง “ใครก็ได้”

ก่อนจะไปถึงเรื่องทักษะการพูดที่สวยงาม พี่แพรวชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการสื่อสารมีเทคนิคและมุมมองบางอย่างที่คนทำงานมักมองข้าม

  • เปลี่ยนคำว่า “แต่” เป็น “และ” ทริกเล็กๆ ในการบริหารและการสื่อสารที่ช่วยลดแรงปะทะและเปิดพื้นที่ทางความคิด คือการหลีกเลี่ยงคำว่า “แต่” แล้วลองเปลี่ยนมาใช้ “และ” ในประโยคแทน เพราะจะช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเราไม่ได้กำลังปฏิเสธสิ่งที่เขาพูด แต่ยังเปิดรับความคิดของเขาอยู่
  • กับดัก “To Whom It May Concern” หนังสือด้านการสื่อสารชื่อ Resonate เปรียบเทียบไว้อย่างเห็นภาพว่า การเตรียมพรีเซนต์งานโดยไม่รู้ว่าผู้ฟัง (Audience) ของเราเป็นใคร ก็เหมือนกับการเขียนจดหมายรักสุดโรแมนติก แต่หน้าซองกลับจ่าหน้าว่า “ถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง” (To Whom It May Concern) หากเราไม่สามารถสร้าง Connection กับผู้ฟังได้ การสื่อสารนั้นก็อาจไม่มีความหมาย ไม่ว่าเนื้อหาจะดีแค่ไหนก็ตาม
  • การฟังไม่ใช่แค่เรื่องของ “หู” การฟังที่ดีต้องใช้ทั้ง “ตา” เพื่อสังเกต และใช้ “ความรู้สึก” เพื่อประเมินสถานการณ์ เราต้องดูว่าสายตาของคนฟังยังอยู่กับเราหรือไม่ หรือเริ่มหม่นหมองและหลุดออกจากบทสนทนาไปแล้ว โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Subject Matter Expert) หรือคนทำงานสายเทคนิค เช่น Data หรือ CIO ที่เก่งและอินกับเรื่องของตัวเองมาก อาจเผลอพูดลงรายละเอียดลึกเกินไปจนคนฟังหลงทางตั้งแต่ต้น
  • ารสื่อสารคือกล้ามเนื้อ (Muscle) ไม่มีใครสื่อสารเก่งมาตั้งแต่เกิดโดยไม่ต้องฝึก หากเราสังเกตและฝึกซ้อมอยู่เสมอ กล้ามเนื้อนี้ก็จะแข็งแรงขึ้น แต่ถ้าละเลยไปนาน ๆ มันก็จะอ่อนแอลงในที่สุด

 

Flashback: จากเด็ก Introvert ที่นั่งหน้าห้อง สู่เส้นทาง “โค้ชดีเบต” เพราะโดนพี่ชายหลอก

หากย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของพี่แพรวบนเส้นทางนี้ หลายคนอาจคิดว่าเธอต้องเป็นคนที่รักการพูดและชอบเป็นจุดสนใจมาตั้งแต่เด็ก แต่ในความเป็นจริง เส้นทางนี้กลับเริ่มต้นจาก “ความไม่ตั้งใจอย่างสิ้นเชิง”

แม้ในวัยเด็ก พี่แพรวจะซึมซับบรรยากาศของการออกสื่อและการสื่อสารจากคุณพ่อ (คุณอรรคพล สารุชาติ อดีตโฆษกรัฐบาล 2 สมัยในยุคคุณชวน หลีกภัย) ผ่านบทสนทนาทางการเมืองบนโต๊ะอาหารมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ แต่โดยพื้นฐานแล้ว เธอเป็นคนประเภท Introvert (เก็บตัว) ที่ประหม่าและเกลียดการพูดหน้าชั้นเรียนเป็นที่สุด

 

 

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนที่เธอย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นโปรแกรมเดียวกับพี่ชาย เย็นวันหนึ่ง พี่ชายบอกให้เธอรอเพื่อจะกลับบ้านด้วยกัน และชวนขึ้นไปนั่งรอข้างบนห้องชมรมโต้วาทีภาษาอังกฤษ (English Debate Club) เพราะข้างล่างอากาศร้อน วันนั้นในห้องชมรมกำลังมีการคัดตัว เพื่อเข้าทีมมหาวิทยาลัย อาจารย์ผู้ดูแลชมรมหันมาเห็นพี่แพรวนั่งอ่านหนังสืออยู่หลังห้อง จึงยุแกมกดดันให้เธอลองขึ้นไปพูด ด้วยความที่เป็นคนปฏิเสธคนไม่เป็น เธอจึงยอมขึ้นไปพูดเป็นเวลา 1 นาที

ผลปรากฏว่าเธอ ติดทีมมหาวิทยาลัยทันที แต่ความจริงที่ทั้งเจ็บแสบและน่าตลก ซึ่งเธอเพิ่งมารู้ในภายหลังคือ พี่ชายของเธอสนิทกับรุ่นพี่ผู้ก่อตั้งชมรม แต่ตัวเองไม่อยากดีเบตแล้ว จึงไปทำสัญญากับเพื่อนร่วมชมรมว่า

“ถ้าเขาสามารถหลอกน้องสาวมาเป็นตัวตายตัวแทนเข้าชมรมได้ เขาจะขอออกจากชมรมอย่างถาวร”

หลังจาก “โดนส่งมาเป็นตัวตายตัวแทน” พี่ชายของเธอก็หายไปทันที ส่วนพี่แพรวต้องตกกระไดพลอยโจนอยู่ในชมรมตลอด 4 ปี เพราะทุกครั้งที่คิดจะลาออก จะโดนรุ่นพี่กดดันด้วยคำขู่ว่า หากเธอออกจากชมรม ชมรมจะถูกยุบ แต่ในความไม่ตั้งใจนั้น ทักษะภาษาอังกฤษที่ดีและความสามารถในการคิดวิเคราะห์กลับส่งผลให้เธอคว้า แชมป์ประเทศไทย ได้สำเร็จตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 และนั่นกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้เธอก้าวเข้าสู่การเป็นโค้ชตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อส่งต่อทักษะเหล่านี้ให้กับรุ่นน้องต่อไป

 

Wisdom from Debate: 5 ปรัชญาชีวิตที่กลั่นกรองมาจากศาสตร์การโต้วาที

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีในวงการดีเบต พี่แพรวไม่ได้มองว่าดีเบตเป็นเพียงเกมการแข่งขันเพื่อเอาชนะ แต่ศาสตร์ของการโต้วาทีกลับค่อยๆ กลั่นกรองวิธีคิดของเธอ จนกลายเป็น ทฤษฎีชีวิตและปัญญา (Wisdom) ที่มีคุณค่าอย่างมาก

1. โลกนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว

การดีเบตจะเกิดขึ้นได้ ยัตติ (Motion) ต้องถูกออกแบบให้มีน้ำหนักและเหตุผลที่ดีรองรับทั้งฝ่ายเสนอและฝ่ายค้านอย่างเหมาะสม สิ่งนี้หล่อหลอม Mindset ให้เราเข้าใจว่า ทุกเรื่องราวมีอย่างน้อยสองด้านเสมอ และทั้งสองด้านต่างมีความจริงของตัวเอง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องโกหกเพื่อยืนยันว่าฝั่งใดฝั่งหนึ่งถูกต้องเพียงฝ่ายเดียว

2. การสร้าง Empathy ผ่านเงื่อนไขที่ขัดแย้ง

โจทย์ที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของนักดีเบตคือ การต้องสวมบทบาทพูดในฝั่งที่ตัวเองไม่ได้เชื่อ กระบวนการนี้บังคับให้เราก้าวข้ามอคติส่วนตัว และพยายามทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า คนที่มีความคิดอีกแบบหนึ่งรู้สึกอย่างไร และมี Motivation อะไรที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น “ถ้าเราคิดว่าเราถูกอยู่ฝั่งเดียว เราจะอยู่ร่วมกันในสังคมไม่ได้เลย”

3. การกลั่นเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย (Simplify)

นักดีเบตต้องอ่านข้อมูลจำนวนมหาศาล ตั้งแต่นโยบายระหว่างประเทศ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปจนถึงวิกฤตการณ์ในแอฟริกา แต่ทักษะที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การรู้ข้อมูลเยอะที่สุด แต่อยู่ที่การย่อยข้อมูลยากๆ เหล่านั้น แล้วนำมาเล่าให้คนทั่วไปเข้าใจได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

4. การฟังเพื่อจับหัวใจ ไม่ใช่จับผิด

ในการดีเบต หากคู่ต่อสู้พูดเป็นเวลา 7 นาที แล้วเราพยายามจะโต้แย้งทุกประเด็น เวลาของเราย่อมหมดลงอย่างแน่นอน ดีเบตจึงสอนทักษะการฟังขั้นสูง เพื่อ “จับใจความสำคัญและรวบยอดความคิด” (Summary) ว่าหัวใจที่แท้จริงของสารที่อีกฝ่ายต้องการสื่อคืออะไร

5. ความสมบูรณ์แบบไม่มีจริง (No Perfect Speech)

บนเวทีดีเบตระดับโลก แม้แต่ผู้พูดที่ดีที่สุด (World’s Best Speaker) ก็ไม่มีใครเคยได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน มันจึงสอนให้เรายอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ ทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด และในวันที่เราแพ้เพราะคู่ต่อสู้ทำได้ดีกว่า เราก็พร้อมที่จะยอมรับความจริงและยินดีกับเขาอย่างจริงใจ

 

 

เมื่อศาสตร์ดีเบตทำงานในชุดกาวน์: เรื่องเล่าของหมอผู้ “ไม่มีเคสคนไข้ที่รับมือยาก”

พี่แพรวเล่าถึงลูกศิษย์คนหนึ่งที่เป็น “คุณหมอ” ซึ่งมาเรียนทักษะดีเบต เมื่อถามว่าดีเบตช่วยในการรักษาคนไข้อย่างไร คำตอบของคุณหมอกลับเป็นเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างน่าสนใจ

คุณหมอเล่าว่า ในหอผู้ป่วย (Ward) ของเขา เขามีชื่อเสียงในฐานะ “ผู้กำจัด Difficult Case” คนไข้คนไหนที่คุยยาก ขี้สงสัย ขี้กังวล เถียงเก่ง หรือตัดสินใจเรื่องการรักษาไม่ได้จนหมอคนอื่นถอดใจ ทุกคนจะตามหมอคนนี้มาคุย เคล็ดลับของคุณหมอไม่ใช่เวทมนตร์ แต่คือ “โครงสร้างข้อมูลแบบนักดีเบต”

คุณหมอเพียงนำข้อมูลอาการป่วยของคนไข้มาจัดระเบียบใหม่ (Information Structure) แล้วอธิบายทางเลือกให้ฟังอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา และชัดเจน

“ตอนนี้อาการของคุณเป็นอย่างนี้นะครับ ทางเลือกในการรักษาที่คุณมีคือ 1, 2, 3 ทางเลือกแรกมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ทางเลือกที่สองส่งผลอย่างไร และในมุมมองของหมอ หมอแนะนำทางเลือกไหนเพราะอะไร… แล้วคุณรู้สึกอย่างไรกับข้อมูลนี้บ้างครับ?”

คุณหมอสรุปให้ฟังว่า คนไข้ที่ถูกเรียกว่า “เคสคุยยาก” แท้จริงแล้วอาจไม่ได้เป็นคนคุยยาก แต่เพราะพวกเขาไม่ได้รับข้อมูลที่เรียบเรียงอย่างชัดเจนจนเกิดความกังวลใจ เมื่อความกังวลสูง พฤติกรรมต่อต้านจึงเกิดขึ้น แต่เมื่อเราใช้การเรียบเรียงข้อมูลและการรับฟังอย่างเข้าใจ ปัญหาเหล่านั้นก็สามารถคลี่คลายลงได้

 

ปัญหารอยร้าวในวัฒนธรรมองค์กรไทย และ “กับดักของการเกรงใจ”

ในบทบาท Executive Coach ที่ทำงานกับผู้บริหารระดับสูงมานานกว่า 10 ปี พี่แพรวมองเห็นจุดที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสื่อสารในวัฒนธรรมองค์กรไทยอยู่ 3 ประการหลักๆ

1. กำแพง “ความเกรงใจ” และระบบอาวุโส (Hierarchy)

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเกรงใจและระบบลำดับชั้นในองค์กรค่อนข้างสูง พนักงานมักพยายาม “กรองข้อมูล” (Filter) ก่อนรายงานผู้ใหญ่ เพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่รู้สึกไม่ดีหรือระคายเคืองใจ ผลลัพธ์คือ ปัญหาที่แท้จริงหน้างานถูกกรองทิ้งไป และเกือบจะส่งไปไม่ถึงหูของผู้บริหารระดับสูง

2. ระบบการศึกษาที่หล่อหลอมให้ “ทำตามคำสั่ง” มากกว่า “ตั้งคำถาม”

พี่แพรวเล่าถึงประสบการณ์ตอนที่เธอกลับมาจากอังกฤษและเข้าเรียนในไทยตอนเด็กๆ เธอเป็นเด็กที่ชอบถามคำถามมาก จนวันหนึ่งอาจารย์บอกกับเธอต่อหน้าเพื่อนทั้งห้องว่า

“เธอเป็นเด็กมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย… ทั้งห้องเขาเข้าใจกันหมด มีเธอถามอยู่คนเดียว กลับบ้านไปเลยไป!”

ระบบการศึกษาแบบสั่งการเช่นนี้ส่งผลให้องค์กรไทยเต็มไปด้วยพนักงานที่ ทำงานเก่งมาก (Doer) แต่ไม่กล้าคิดและไม่กล้าตัดสินใจ เมื่อเติบโตขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับกลาง (Middle Management) จึงมักรอให้ผู้บริหารระดับสูงเป็นคนเคาะโต๊ะตัดสินใจให้เพียงอย่างเดียว

3. ฟีดแบคแบบ “จับผิด” vs การพัฒนาจากจุดแข็ง (Strengths-Based)

องค์กรไทยมักให้ฟีดแบคเมื่อพนักงานทำงานพลาด (Negative Feedback) แต่กลับละเลยการสะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งของคนทำงาน พี่แพรวเปรียบเทียบเรื่องนี้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ได้อย่างน่าสนใจ

BYD แข็งแกร่งและเป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขณะที่ Honda มีความเชี่ยวชาญโดดเด่นในเทคโนโลยีไฮบริด Honda ไม่จำเป็นต้องทิ้งจุดแข็งด้านไฮบริดเพื่อไปสู้ในสนาม EV ที่ตัวเองอาจไม่ได้ถนัดที่สุด แต่ควรเลือกพัฒนาจุดเด่นของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น

การพัฒนาคนก็เช่นกัน หากเราคอมเมนต์พนักงานแต่ข้อเสียว่า ตรงนั้นไม่ดี ตรงนี้พลาด ในรอบถัดมาเขาอาจแก้จุดเสียนั้นได้จริง แต่สิ่งที่ดีเด่นในตัวเขาอาจค่อยๆ หายไปด้วย เพราะเขาไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วอะไรคือสิ่งที่เขาทำได้ดีอยู่แล้ว แทนที่จะเก่งขึ้น เขาอาจเพียงแค่ “พลาดน้อยลง” แต่กลับสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเองไป

 

 

เมื่อ Gen Z สื่อสารผ่าน “โลกเสมือน” และ Soft Power ล้ำค่าที่เรียกว่า “หางเสียง”

ในฐานะโค้ชที่ทำงานร่วมกับคนหลากหลายเจเนอเรชัน ตั้งแต่ Gen X, Gen Y, Gen Z ไปจนถึง Gen Alpha พี่แพรวแชร์มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความแตกต่างทางความรู้สึกระหว่างวัย

เด็กเจเนอเรชันใหม่เติบโตมาในโลกออนไลน์และการส่งข้อความ ทำให้พวกเขาคุ้นเคยกับการสื่อสารแบบ “ฝากข้อความทิ้งไว้” พี่แพรวเล่าเรื่องน่ารักปนตลกหลังจากกลับมาสอนเด็กๆ ในช่วงหลังโควิดว่า

“มีเด็กคนหนึ่งเดินมาพูดกับฉันว่า ‘พี่แพรวคะ หนูคิดว่าหนูต้องฝึกอันนี้เพิ่ม คนนั้นพูดอย่างนี้หนูรู้สึกไม่สบายใจ’ พูดจบปุ๊บ น้องก็หันหลังเดินไปเลย! ฉันต้องรีบดึงตัวเขากลับมาแล้วบอกว่า ‘เดี๋ยว คุยกันให้จบก่อน จะไปไหน?’ น้องก็ทำหน้ามึนงงว่า อ้าว…ทำไมต้องคุยต่อ?”

สำหรับเด็กยุคใหม่ โลกของการสื่อสารคือการส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันเพื่อ “แจ้งให้ทราบ” แล้วก็แยกย้ายไปทำอย่างอื่น พวกเขาจึงอาจขาดทักษะในการเผชิญหน้าเพื่อพูดคุย แลกเปลี่ยน และปิดบทสนทนาให้จบในชีวิตจริง

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ Gen Z มักตกม้าตายไม่ใช่เรื่องสกิลการทำงาน แต่คือ “การขาดหางเสียง” เพราะการพิมพ์ข้อความสั้นๆ ไม่มีหางเสียง เมื่อต้องมาพูดคุยกับผู้ใหญ่จึงอาจฟังดูห้วน โดยที่จริงแล้วไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลย พี่แพรวเน้นย้ำว่า “หางเสียง” คือ Soft Power ที่ง่ายที่สุดของคนรุ่นใหม่ เพียงเติมคำว่า “ค่ะ/ครับ” ลงไปในบทสนทนาเล็กน้อย ก็สามารถเปลี่ยนโทนเสียงและความรู้สึกของผู้รับสารได้อย่างมาก และช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการยอมรับในโลกการทำงานได้ง่ายขึ้น

 

ความฝันในอนาคต: “Communications Studio” สนามซ้อมพูดที่ปลอดภัยแห่งแรก

เพราะการสื่อสารคือ “กล้ามเนื้อ” ที่ต้องใช้งานและฝึกฝนอยู่เสมอ แต่ในองค์กรส่วนใหญ่ พนักงานกลับไม่มีโอกาสได้ซ้อมมากนัก หากพรีเซนต์พังเพียงครั้งเดียว โอกาสครั้งถัดไปอาจต้องรอไปอีกนาน พี่แพรวจึงเกิดไอเดียในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยอย่าง “Communications Studio”

เธอเปรียบเทียบแนวคิดนี้กับ Dance Studio ที่คนรักการเต้นสามารถซื้อคลาสสั้นๆ 3 ชั่วโมงเพื่อมาสนุกกับการแกะท่าเต้น หรือเหมือน Fitness ที่สามารถเลือกคลาสฝึกตามความสนใจ

“อยากเปิดสตูดิโอที่เป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ให้คนได้ลองมาซ้อมพูดพังๆ ได้เต็มที่ในที่ร่ม ก่อนที่จะออกไปลงสนามจริง เพื่อลดแรงปะทะ”

สตูดิโอนี้จะจัดเป็นคลาสขนาดเล็ก ระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงต่อครั้ง และเจาะลึกประเด็นที่หลากหลาย เช่น เทคนิค Storytelling, ศิลปะการคุยเรื่องยากๆ (Having Difficult Conversations) หรือคลาสฝึกใช้โทนเสียงและการใช้น้ำเสียง

ทั้งหมดนี้เพื่อให้ทุกคนได้ฝึกฝน “กล้ามเนื้อการสื่อสาร” และดึงความโดดเด่นของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยที่ยังคงความเป็นตัวเองเอาไว้ได้อย่างงดงามที่สุด

Share on

Most Popular