หากพูดถึงผู้สร้างปรากฎการณ์ที่สั่นสะเทือนในวงการสื่อและกีฬาไทย เชื่อว่าชื่อของ JAS น่าจะเป็นชื่อแรกๆ ที่ทุกคนคิดถึง หลังจากปิดดีลยักษ์ถึง 2 ครั้งติดต่อกันในช่วงเวลาไม่นาน
ทั้งการคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพ อังกฤษ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย กัมพูชา และลาว เป็นเวลา 6 ฤดูกาล ตั้งแต่ปี 2025/26–2030/31 ด้วยมูลค่ากว่า 19,000 ล้านบาท และยังเป็นก้าวสำคัญที่ผลักวงการสื่อกีฬาไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง (Sports OTT) อย่างเต็มตัว ตามมาด้วยการปิดดีลมูลค่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,500 ล้านบาท คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2026 และ 2030 รวมถึงทัวร์นาเมนต์หลักของ FIFA ในช่วงเวลาดังกล่าว
วันนี้ WOH มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “พี่น้อย” ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) JAS ผู้อยู่เบื้องหลังดีลประวัติศาสตร์ทั้ง 2 ครั้ง และถือเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่พา JAS ก้าวเข้าสู่ธุรกิจ Sports Content อย่างเต็มตัว หลังจากนั่งคุยกันเราได้ค้บพบว่าตัวตนของ CEO ที่ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดและเฉียบคมท่านนี้ ถูกหล่อหลอมและได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก 2 สิ่งที่ดูไม่น่าจะเข้ากันนั่นคือ กีฬา และ ธรรมะ
จาก Investment Banking สู่การเริ่มต้นธุรกิจสื่อของ CEO JAS
เส้นทางการทำงานของพี่น้อยเริ่มต้นหลังจากเรียนจบปริญญาตรี โท และต่อปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาทำงานด้าน Investment Banking ที่ บล.ภัทรอยู่เกือบ 3 ปี แล้วจึงกลับไปช่วยธุรกิจของครอบครัว
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อ “คุณพิชญ์ โพธารามิก” เพื่อนที่รู้จักและเที่ยวด้วยกันมาตั้งแต่สมัยอยู่อเมริกา ชวนให้ลองออกมาทำธุรกิจร่วมกัน ทั้งคู่มองว่าหากต้องการสร้างธุรกิจให้เติบโต ควรเริ่มจากสิ่งที่รู้จักและสนใจร่วมกัน จึงเริ่มต้นทำธุรกิจสื่อจากนิตยสาร ก่อนขยายไปสู่โทรทัศน์ คอนเทนต์ และสตรีมมิง (MONO)
เมื่อมองย้อนกลับไป พี่น้อยเปรียบจุดเริ่มต้นนี้กับแนวคิด Connecting the Dots ของ Steve Jobs เราเชื่อมจุดย้อนหลังได้ว่า เหตุการณ์หนึ่งนำไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่งอย่างไร แต่ไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าจุดเหล่านั้นจะเชื่อมกันเป็นภาพแบบไหน
การเป็นพาร์ทเนอร์ของทั้งคู่มีความสนิทสนม และความไว้ใจเป็นพื้นฐาน ใครเหมาะกับเรื่องใดก็รับไปทำ แต่เรื่องสำคัญจะปรึกษากันเสมอ
อีกหนึ่งเคมีที่ตรงกันพอดี คือทั้งคู่รักฟุตบอลและเป็นแฟนลิเวอร์พูลเหมือนกัน
Passion เป็นจุดเริ่มต้น แต่เหตุผลจะบอกว่าควรลงสนามหรือไม่
พี่น้อยเล่าว่าชอบฟุตบอลมาตั้งแต่ ป.3–ป.4 จากการเป็นนักเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนชายล้วนที่เด็กๆ ใช้เวลาพักกลางวันเตะฟุตบอลกันทั้งสนามใหญ่ สนามเล็ก และฟุตบอลพลาสติก
ส่วนความรักที่มีต่อลิเวอร์พูล เริ่มจากการเปิดดูนัดชิง FA Cup แล้วเห็นลิเวอร์พูลแพ้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด “ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไปเชียร์ทีมแพ้ พอเห็นว่าแพ้ก็เลยเริ่มตาม” เมื่อความชอบส่วนตัวถูกนำไปผูกโยงกับการตัดสินใจทางธุรกิจ หลายคนอาจมองว่า การพา JAS เข้ามาทำ Sports Content เกิดจาก Passion ของ CEO ที่รักฟุตบอล พี่น้อยยอมรับว่า Passion เป็นจุดเริ่มต้น แต่เราไม่สามารถใช้อารมณ์นำชีวิตได้ สุดท้ายต้องกลับมาใช้เหตุผล
ในพระพุทธศาสนามีคำว่า “ฉันทะ” คือความชอบหรือความศรัทธา เมื่อมีฉันทะจึงเกิดความเพียร มีใจจดจ่อ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
พี่น้อยกับคุณพิชญ์รักกีฬาและเคยเป็นนักกีฬาทั้งคู่ จึงเข้าใจคุณค่าของกีฬา แต่ความรักอย่างเดียวคงไม่พอที่จะนำเงินของบริษัทจดทะเบียนไปลงทุน ทุกการตัดสินใจต้องผ่านการศึกษา ดูจังหวะ พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ และประเมินทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ
“Passion ทำให้เราอยากลงสนาม แต่เหตุผลจะบอกว่าสนามนั้นควรลงหรือไม่ และควรลงเมื่อไหร่”
เสน่ห์ของกีฬาคือ “เรื่องจริงที่ไม่มีสคริปต์”
ในฐานะคนที่ผ่านธุรกิจคอนเทนต์มาหลายรูปแบบ พี่น้อยมองเห็นความแตกต่างสำคัญระหว่างกีฬากับคอนเทนต์ประเภทอื่น ทุกวันนี้คนถูกคอนเทนต์จำนวนมหาศาลถาโถมเข้าใส่ ทั้งเรื่องของเพื่อน ข่าว โฆษณา และอัลกอริทึมที่รู้ว่าเราสนใจอะไร
พี่น้อยเล่าว่าเมื่อก่อนเป็นคนที่ชอบดูภาพยนตร์และซีรีส์ แต่เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นในวงการคอนเทนต์ เราจะเริ่มดูออกว่าฉากที่เห็นมีกล้องวางตรงไหน ตัวละครกำลังทำอะไร และเหตุการณ์นั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนดูรู้สึกอย่างไร แต่กีฬานั้นแตกต่างออกไป “Sport มันเป็น Non-scripted” ก่อนเกมเริ่ม ไม่มีใครรู้ว่าทีมไหนจะชนะ ใครจะเป็นฮีโร่ หรือความผิดพลาดครั้งใดจะเปลี่ยนทั้งเกม ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามเป็นเรื่องจริง และไม่มีใครเขียนบทล่วงหน้าได้ นอกจากนี้สำหรับพี่น้อย กีฬาไม่ได้ให้เพียงความสนุก แต่สอนทั้งวินัย ความเพียร ความฝัน ความสุข และการยอมรับความพ่ายแพ้
เบื้องหลังลูกยากๆ ที่คนดูเห็นเพียงไม่กี่วินาที อาจมาจากการฝึกตั้งแต่อายุสิบขวบ ยิงลูกเดิมมาแล้วเป็นหมื่นครั้ง ผ่านทั้งความเหน็ดเหนื่อยและความผิดหวัง อย่างไรก็ตาม กีฬาก็มีมุม Toxic การเชียร์ที่เริ่มจากเพื่อนสนิทแซวกัน อาจกลายเป็นคำหยาบ ความโกรธ หรือการทะเลาะกัน
สิ่งที่พี่น้อยอยากทำจึงไม่ใช่เพียงถ่ายทอดการแข่งขัน แต่ต้องการนำเสนออีกมุมของกีฬา ทั้งเรื่องวินัย ความทุ่มเท และนักกีฬาที่นำรายได้กลับไปพัฒนาโรงเรียน โรงพยาบาล หรือบ้านเกิดของตัวเอง
ธุรกิจยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ลูกค้า แต่ต้องมี “ฐานแฟน”
หนึ่งในก้าวสำคัญของ JAS คือการได้สิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลกปี 2026 และ 2030 รวมถึงฟุตบอลโลกหญิงและฟุตบอลโลกเยาวชนในช่วงระหว่างนั้น พี่น้อยเล่าว่า การเจรจาเริ่มจริงจังเพียงประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนการแข่งขัน และเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นแทบทั้งวันทั้งคืน ก่อนจะปิดดีลได้ก่อนวันแถลงข่าวเพียงคืนเดียว
คำถามสำคัญที่ถูกถามในฐานะบริษัทจดทะเบียนคือ การเปิดให้คนดูฟรีจำนวนมากจะสร้างผลตอบแทนกลับมาอย่างไร พี่น้อยมองว่า เราไม่สามารถประเมิน Return ของทุกธุรกิจแบบบาทต่อบาทได้ การตลาดเป็นต้นทุน และการทำให้คนรู้สึกดีกับแบรนด์ก็มีมูลค่า
โลกปัจจุบัน ธุรกิจไม่สามารถทำแค่สินค้าแล้วขายทันที แต่ต้องมี “ฐานแฟน” และต้องเป็นแฟนจริงๆ แฟนคือคนที่เชื่อในเรา มองเราในแง่ดี และรักเรา แต่การจะทำให้คนรักได้ เราต้องเลือกกลุ่มคนที่ถูกต้อง แล้วแสดงความจริงใจให้เขาเห็น
“การเปิดให้ชมฟรีจึงเป็นการสื่อสารว่า JAS มี Vision ที่จะทำธุรกิจกีฬาไปอีกหลายปี ไม่ได้เข้ามาทำเพียงครั้งเดียวแล้วหายไป การสร้างฐานความเชื่อมั่นแบบนี้ ผมคิดว่าคุ้ม”
ฟุตบอลสร้างฐานใหญ่ วอลเลย์บอลพาไปเจอแฟนกลุ่มใหม่
วันนี้กีฬาที่แข็งแรงของ JAS คือฟุตบอลและวอลเลย์บอล
พี่น้อยเชื่อว่า พรีเมียร์ลีกเป็นลีกอันดับหนึ่งในตลาดประเทศไทย JAS ที่ได้สิทธิ์ถ่ายทอดอีก 6 ฤดูกาล ครอบคลุมไทย เวียดนาม ลาว และกัมพูชา พร้อมมองโอกาสขยายไปยังประเทศใกล้เคียง จึงถือว่าเป็นการเข้าถึงฐานแฟนที่ใหญ่มาก ส่วนวอลเลย์บอลสร้างความประหลาดใจมากกว่าที่คาด เพราะพา JAS ไปพบฐานแฟนอีกกลุ่ม ทั้งผู้หญิง แม่บ้าน และคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีความรักและความเหนียวแน่นสูง
พี่น้อยชื่นชมสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย รวมถึงนักกีฬาที่ทุ่มเทและมีเรื่องราวการต่อสู้ หลายคนมาจากต่างจังหวัด เมื่อได้รับสัญญาไปเล่นต่างประเทศก็มีรายได้และคุณภาพชีวิตดีขึ้น
อีกสิ่งที่น่าสนใจคือวัฒนธรรมของแฟนวอลเลย์บอล ซึ่งไม่ได้รักเพียงทีมชาติไทย แต่ยังพร้อมชื่นชมและให้กำลังใจนักกีฬาทีมอื่น หลังการแข่งขัน นักกีฬาแต่ละทีมยังพูดคุยและถ่ายรูปร่วมกันได้ โดยไม่มองอีกฝ่ายเป็นศัตรู ในอนาคต พี่น้อยยังมองกีฬาอื่น เช่น แบดมินตันและฟุตซอล แต่หากตัดสินใจเข้าไปทำแล้ว ไม่ควรหยุดเพียงการถ่ายทอดสด ต้องเชื่อมไปถึงการจัดการแข่งขัน สนับสนุนอุปกรณ์ และสร้างโอกาสให้เยาวชน
พี่น้อยบอกว่า การพัฒนาเยาวชนอาจไม่ใช่เป้าหมายหลักทางธุรกิจ แต่เป็น “เป้าหมายรองที่มีคุณค่า” เพราะกีฬาได้ฝึกทั้งการต่อสู้ ความอดทน และการอยู่กับความผิดหวัง

ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.jasmine.com
บริหารคนเหมือนจัดทีมฟุตบอล
เมื่อถามถึงงานบริหาร พี่น้อยเปรียบการบริหารองค์กรกับการจัดทีมฟุตบอล ผู้เล่น 11 คนมีหน้าที่ต่างกัน หากใครสร้าง Performance ไม่ได้ก็อาจต้องเปลี่ยนตัว เพราะการแข่งขันวัดกันทุกนาที
แต่ก่อนตัดสินใจ ผู้นำต้องมองให้ออกว่า เขาทำไม่ได้เพราะยังฝึกไม่พอ ความสามารถไม่ถึง ไม่ตั้งใจ หรือถูกวางผิดตำแหน่ง คนทำบัญชี นักกฎหมาย ฝ่ายขาย และงาน Creative มีธรรมชาติไม่เหมือนกัน คนทำ Sales อาจต้องกล้าออกนอกเส้นเพื่อปิดการขาย ขณะที่บัญชีและกฎหมายต้องแม่นยำกับกฎเกณฑ์
ในฟุตบอล Playmaker อาจไม่ได้ยิงประตูเอง แต่ One Pass ของเขาสามารถเปลี่ยนทั้งเกม คน Creative ก็เช่นกัน เขาอาจสร้างแนวคิดและกลยุทธ์เก่ง แต่หากส่งไปทำ Sales ก็อาจไม่สำเร็จ
หากลูกน้องไม่ตั้งใจ องค์กรอาจต้องเปลี่ยนตัว แต่หากเขาตั้งใจเพียงแต่อยู่ผิดตำแหน่ง หน้าที่ของผู้นำคือหาตำแหน่งที่เหมาะ ฝึกให้พร้อม และเลือกสนามให้สอดคล้องกับระดับของเขา
หลักเดียวกันนี้ยังปรากฏในวิธีเลี้ยงลูก พี่น้อยมองว่า เด็กแต่ละคนเหมือนแร่ธรรมชาติที่เกิดมาไม่เหมือนกัน พ่อแม่ต้องมองให้ออกว่าเขามีข้อดี ข้อด้อย และธรรมชาติแบบไหน ไม่ใช่นำความต้องการของตัวเองไปวางไว้บนชีวิตลูก
“ความรักก็เป็นอคติ”
ความรักอาจทำให้พ่อแม่มองลูกผิดจากความจริงได้เหมือนความเกลียด สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การบังคับให้เขาเป็นสิ่งที่เราต้องการ แต่คือการเฝ้าดู ประคอง และเจียระไนให้เหมาะกับธรรมชาติของแต่ละคน
JAS ที่กำลังกลับตัว และวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องเปลี่ยนไปพร้อมกัน
สำหรับพี่น้อย ความท้าทายที่สุดของการเป็น CEO คือการสร้างสมดุลระหว่างผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร พาร์ทเนอร์ และพนักงานที่ฝากชีวิตไว้กับองค์กร โดยทำให้ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกัน
แต่เมื่อถามว่า วันนี้ JAS มาถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง เขาตอบตรง ๆ ว่า “ยัง”
หลังจากขาย 3BB องค์กรที่เคยมีพนักงานหลักหมื่นคนเหลือไม่ถึง 500 คน คนรุ่นใหม่กำลังเข้ามา ขณะที่คนรุ่นเก่าบางส่วนยังต้องอยู่เพื่อสืบสานวัฒนธรรมเดิม
คู่ค้าก็เปลี่ยน จากธุรกิจโทรคมนาคมมาสู่พรีเมียร์ลีก FIFA และวอลเลย์บอล วิธีทำงานและสร้างความสัมพันธ์จึงต้องเปลี่ยนตาม
วัฒนธรรมหนึ่งที่พี่น้อยต้องการรักษาไว้ คือความเป็นพี่เป็นน้องและความสัมพันธ์ใกล้ชิดแบบไทย แม้จะแข่งขันกันก็ยังพูดคุยและคบกันได้ แต่อีกด้านหนึ่ง ความเกรงใจอาจทำให้คนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์หรือพูดเรื่องงานตรงๆ JAS จึงต้องรักษาความใกล้ชิดไว้ พร้อมกับ Modify วัฒนธรรมให้คนเปิดใจคุยกันได้มากขึ้น
นอกจากนี้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญสำหรับองค์กรจึงไม่ใช่การทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ แต่คือการสร้าง DNA ที่พร้อมปรับ พร้อมเรียนรู้ และพร้อมพัฒนาตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่น้อยบอกว่าอยากเห็นใน 3-5 ปี
“เราไม่หยุด” วิธีอยู่รอดในธุรกิจที่เปลี่ยนตลอดเวลา
เมื่อเราถามว่า อะไรทำให้พี่น้อยกับคุณพิชญ์กล้าเปลี่ยนธุรกิจครั้งแล้วครั้งเล่า คำตอบที่ได้กลับเรียบง่ายมาก
“เพราะเราไม่หยุด”
ทั้งคู่พยายามเปิดรับข้อมูลและสิ่งใหม่อยู่เสมอ เพราะธุรกิจสื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เคลื่อนตัวตลอดเวลา นิตยสาร หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ต่างได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค
สิ่งที่เคยประสบความสำเร็จ จึงไม่ได้รับประกันว่าจะยังใช้ได้ในอนาคต
ในโลกที่เปลี่ยนเร็วเช่นนี้ พี่น้อยมองว่าแผนระยะยาวแทบไม่มี สิ่งที่องค์กรทำได้คือวางแผนระยะสั้น พร้อมกับพยายามมองเห็นความเปลี่ยนแปลงให้เร็วกว่าคนอื่น
แต่การ “เห็นก่อน” ไม่ได้เกิดจากสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว คนทำธุรกิจต้องเดินทาง มี Exposure รับข้อมูล อ่าน คิด ถาม และเขียนอยู่เสมอ เมื่อทำมากพอ เราจะเริ่มเห็นว่าโลกกำลังเคลื่อนไปทางไหน และวางแผนรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
นี่คือวิธีคิดที่พาธุรกิจของพี่น้อยเปลี่ยนผ่านสื่อมาหลายยุค และกำลังพา JAS ก้าวเข้าสู่สนามใหม่ที่ชื่อว่า Sports Content
ค้นหา “ความสุขที่เป็นของจริง”
ยิ่งนั่งคุยกันนานขึ้น เราพบว่า สิ่งที่มีอิทธิพลต่อวิธีคิดของพี่น้อยไม่แพ้ฟุตบอล คือ “ธรรมะ”
พี่น้อยเล่าว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยชอบนาฬิกามาก และซื้อไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงรุ่นสูงที่สุดที่ตัวเองต้องการ ตอนที่ยังไปไม่ถึง เรามักคิดว่า หากได้นาฬิกาเรือนนั้นมา คงมีความสุขมากกว่าเดิม แต่เมื่อซื้อไปจนสุดทางแล้ว เขากลับพบคำถามว่า “แล้วต่อจากนี้จะไปไหนต่อ”
ต่อให้นาฬิกาเรือนใหม่ทำให้มีความสุข ไม่นานความรู้สึกนั้นก็จางลง แล้วเราจะเริ่มมองหาเรือนถัดไปที่แพงกว่า หายากกว่า หรือพิเศษกว่าเดิม ถ้าความสุขเกิดจากการวิ่งไล่สิ่งใหม่ตลอดเวลา ชีวิตคงไม่มีวันรู้สึกว่า “พอ” และหากปล่อยให้ตัวเองล่าความสุขแบบนี้ต่อไป วันหนึ่งชีวิตอาจพังได้
ความคิดนั้นทำให้เขาหันกลับมาถามว่า ยังมีความสุขแบบอื่นอีกหรือไม่ ความสุขที่ไม่ต้องซื้อเพิ่ม ไม่ต้องเอาชนะใคร และไม่หายไปเมื่อความตื่นเต้นจบลง
เขาจึงเริ่มเดินเข้าหาธรรมะ เพื่อค้นหา “ความสุขที่เป็นของจริง”
ทุกวันนี้พี่น้อยถือศีล 8 ในวันพระ และเดินทางไปวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร เป็นประจำมานานกว่า 20 ปี
การมีศีล ไม่ได้แปลว่าเป็นคนซื่อบื้อ
เมื่อเราถามว่า คนที่สนใจธรรมะจะรักษาหลักของตัวเองในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขันได้อย่างไร พี่น้อยตอบทันทีว่า “การมีศีล ไม่ได้แปลว่าเป็นคนซื่อบื้อ” แม้จะดำรงตนในศีล แต่ธุรกิจก็ยังต้องมีกลยุทธ์ เข้าใจเกม และปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร
“พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามรวย เพียงแต่ต้องรวยด้วยการไม่โกงหรือเอาเปรียบผู้อื่น”
ธรรมะในความหมายของพี่น้อยจึงไม่ใช่การห้ามแข่งขัน แต่ช่วยให้เรามีสติ มีปัญญา รู้ว่าสนามไหนที่ควรลงแข่ง สนามไหนไม่ควรลง และชัยชนะใดไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการทำลายตัวเอง
เช้าวางแผน เย็นทบทวน
ช่วงท้ายของการสนทนา เมื่อเราถามถึงเป้าหมายส่วนตัว พี่น้อยตอบว่า หากพูดในทางศาสนา เขามีศรัทธาในเรื่องนิพพาน แต่วันนี้ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ครูบาอาจารย์เคยบอกเขาว่า ในเมื่อยังมีภาระ ก็ให้ “ทำบ้านให้เป็นวัด”
พี่น้อยเปรียบว่า หากเราวางแผนจะเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง เราต้องศึกษาว่าที่นั่นเป็นอย่างไร และต้องเตรียมร่างกายหรือฝึกตัวเองแบบไหน เป้าหมายทางศาสนาก็เช่นกัน เมื่อรู้ว่าจุดหมายอยู่ที่ใด เราก็ค่อย ๆ เตรียมตัว เตรียมใจ และสะสม “เสบียงบุญ” ไปตลอดทาง
ทุกเช้า พี่น้อยจะวางแผนว่าวันนี้ต้องทำอะไร พบใคร และควรเตรียมตัวอย่างไร ส่วนก่อนนอนจะทบทวนว่า วันนี้ทำอะไรไปบ้าง ไปกระทบกระเทือนใครหรือไม่ และมีอะไรต้องปรับปรุง
วิธีฝึกตัวเองของพี่น้อยจึงเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ คือ “เช้าวางแผน เย็นทบทวน” แล้วค่อย ๆ มองเห็นและปรับปรุงตัวเองทีละน้อย เช่นเดียวกับ JAS ที่ยังอยู่ในช่วงปั้น ต้องเรียนรู้ ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เพราะสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคนหรือการเปลี่ยนองค์กร เราอาจไม่จำเป็นต้องรู้ล่วงหน้าว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ต้องรู้ว่าเรากำลังมุ่งไปที่ใด มีหลักอะไรอยู่ข้างใน และสิ่งที่ทำในวันนี้กำลังพาเราเข้าใกล้เป้าหมายนั้นหรือไม่

