AI เปลี่ยนโลก “คนธรรมดา” ควรปรับตัวยังไง

9 July 2026

Share on

เมื่อ AI กำลังทำได้แทบทุกอย่าง คำถามสำคัญที่ พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ ชวนให้ทุกคนคิดก็คือ

“มนุษย์ธรรมดาอย่างเราจะสร้างคุณค่าแบบไหน ที่ AI ไม่มีวันแทนได้”

ซึ่งพี่โจ้ได้ตกผลึกมาเป็นคำ 3 คำคือ Mastery / Taste และ Likeability ที่จะทำให้คนธรรมดาอยู่รอดและโดดเด่นขึ้นมาได้ในยุค AI  ผ่าน 5 บทเรียน ดังต่อไปนี้

 

พี่โจ้ ธนา กำลังพูดถึงการปรับตัวในยุค AI

 

1.ชนะ Algorithm ด้วยความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity)

ด่านแรกที่มนุษย์ต้องก้าวข้าม คือการเอาชนะอัลกอริทึม (Algorithm) ที่กักขังเราไว้ในกรงขังแห่งความบันเทิง เมื่อเราปล่อยให้ TikTok Facebook หรือ YouTube เลือกสิ่งที่เราควรดู เรากำลังเดินเข้าสู่ Echo Chamber ที่ทำให้ความคิดของเราแคบลงเรื่อยๆ จนไม่มี “ตัวตน” ที่แตกต่าง

เกราะป้องกันที่ดีที่สุดคือ ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอัตลักษณ์ (Identity) ที่ชัดเจน เหมือนแนวคิดของ “พี่ฟาโรส” ที่เลือกจะไม่เสพงานของคนอื่นในสายงานเดียวกันเพื่อรักษาตัวตนไม่ให้เผลอเลียนแบบใคร การทดลองทำในสิ่งที่ “ไม่อยู่ในฟีด” คือวิธีเดียวที่จะรักษาความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงไว้ได้

“ความอยากรู้อยากเห็นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง หากเราตกเป็นทาสของอัลกอริทึม เราจะไม่มีวันสร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่างได้เลย”

 

2. เลิกเป็นมนุษย์ตัว I แล้วมุ่งสู่ X และ Y

ในอดีต เราถูกสอนให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือ I-Shaped เช่น นักบัญชี หรือ นักกฎหมายที่จำกฎเกณฑ์ได้แม่นยำ แต่ในยุค AI งานที่เน้น Data และ Pattern คือสิ่งที่หุ่นยนต์ทำได้ดีกว่ามนุษย์หลายร้อยเท่า ทางรอดคือการยกระดับสู่ทักษะรูปแบบใหม่ คือ

  • Y-Shaped เป็นการนำศาสตร์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมกัน (Connecting the dots) เหมือนที่ Steve Jobs นำวิชาการออกแบบตัวอักษร มาใส่ในคอมพิวเตอร์จนเกิด Mac หรือ พี่โจ้ที่เป็นนักการตลาด นักการเงินที่เขียนหนังสือได้ จึงมีความแตกต่าง
  • X-Shaped เป็นทักษะสำคัญที่ขาดไม่ได้ในยุคนี้ คือความ Likeability และความเป็นผู้นำ (Leadership) ที่อยู่ตรงกลาง และสามารถโน้มน้าวและดึงดูดผู้คนเก่งๆ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้มาร่วมงานด้วยได้ AI อาจทำงานแทนคุณได้ แต่มันสร้างแรงบันดาลใจให้คนอยากเดินตามคุณไม่ได้

 

3. สูตรลับ 3 H ที่ AI ไม่มี

ในคำว่า Artificial Intelligence (AI) นั้นไม่มีตัว “H” แต่ในความเป็นมนุษย์ (Human) มีตัว “H” 3 ตัว ที่จะทำให้คุณชนะ AI ได้

  • Head (Curiosity): การรู้จัก “เอ๊ะ” การตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และความอยากรู้อยากเห็น ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อหาคำตอบ
  • Heart (Empathy): ความเข้าใจในบาดแผลและความรู้สึกของมนุษย์ เป็นการรับฟังอย่างลึกซึ้งที่ AI ซึ่งไม่มี “หัวใจ” ไม่มีวันสัมผัสได้
  • Hand (Discipline): การลงมือทำซ้ำๆ อย่างมีวินัย จนเกิดความชำนาญเป็น Mastery หรือฝึกฝนจนเกิด Taste และ Sense ที่ AI ไม่มี 

 

 

4.อย่ากลัวการมี “บาดแผล” (The Power of Scars) 

เราไม่สามารถมี “Head” (การเรียนรู้) ได้เลย หาก “Hand” (มือ) ของเราไม่เคยเปื้อนดินหรือมีบาดแผล

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “เชฟไอซ์” ที่ฝึกหุงข้าวให้เม็ดตั้งฉาก 90 องศา เขาต้องทิ้งข้าววันแล้ววันเล่าเป็นเวลา 3 เดือน และใช้เวลาถึง 5 ปี กว่าจะเกิด “Engineering Sense” ที่แค่มองด้วยตาก็รู้ว่าไฟหรือน้ำผิดปกติ

ปัญหาที่น่ากลัวในปัจจุบันคือ บริษัทต่างๆ เริ่มมีแนวโน้มที่จะไม่จ้างพนักงานระดับ Junior แล้วเอาเงินไปซื้อ Token ของ AI ให้ Senior ใช้แทน ผลลัพธ์คือเรากำลังขาด “Sandbox” หรือพื้นที่ให้เด็กได้ลองผิดลองถูก หากคนรุ่นใหม่ไม่ได้มีโอกาสหุงข้าวแล้วทำพลาดจนมี “บาดแผล” เป็นของตัวเอง ในอีก 10 ปีข้างหน้าเราจะไม่มี “Master” เหลืออยู่ในโลกเลย

การใช้ AI เป็นทางลัดโดยไม่มีประสบการณ์ตรง เท่ากับว่า คุณได้งาน แต่จะไม่ได้ “Sense” ที่เป็นความสามารถพิเศษของมนุษย์

 

5. มุ่งสู่ความเก่งระดับสัญชาตญาณ 

ความเชี่ยวชาญระดับสูงสุดคือ Unconscious Competence หรือความเก่งระดับสัญชาตญาณ แบบที่ปรมาจารย์มองเห็นผลงานแล้วรู้สึก “เอ๊ะ” ได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ แม้จะยังอธิบายเป็นเหตุผลไม่ได้ก็ตาม

สิ่งนี้เกี่ยวพันกับ รสนิยม (Taste) ซึ่งเกิดจากการเห็นมาก คุยมาก และเดินทางมาก รสนิยมคือสิ่งที่ทำหน้าที่เป็น “Editor” หรือ “Curator” ในขั้นสุดท้ายเพื่อตัดสินว่าสิ่งที่ AI ผลิตออกมานั้น สิ่งไหนคือ “งานระดับเทพ” และสิ่งไหนคือ “งานดาดๆ”

จำไว้ว่า AI คือตัวคูณ (Amplifier) ถ้าคุณไม่มีความสามารถ แม้มี AI ระดับเทพ ก็ไม่สามารถสร้างสรรค์งานที่ดีได้ แต่ถ้าคุณเป็น Mastery และมี Taste คุณจะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ในเวลาอันสั้น เหมือนเวลาเราใช้ AI แต่งเพลง มันเทียบไม่ได้เลยกับครูเพลง (เช่นพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์) ใช้ AI แต่งเพลง 

 

 

พี่โจ้ปิดท้ายด้วย สุ จิ ปุ ลิ เวอร์ชั่น 2026 เป็นการปัดฝุ่นหลักการโบราณ ให้กลายเป็นเครื่องมือบริหารสมองยุคใหม่

สุ (สุตะ): คือการ “กลั่นกรอง” (Filtering) ข้อมูลที่ล้นทะลัก ไม่ใช่แค่รับฟังทุกอย่าง
จิ (จิตตะ): คือการสร้าง “Flow State” เพื่อจดจ่ออยู่กับความคิดสร้างสรรค์ท่ามกลางการรบกวนของฟีด
ปุ (ปุจฉา): คือการตั้งคำถามที่ชาญฉลาดเพื่อ “Prompt” ทั้งกับมนุษย์และ AI
ลิ (ลิขิต): คือ “กระบวนการคิด” (Process of Thinking) ผ่านการบันทึก เพื่อจัดระเบียบโครงสร้างสมองให้แข็งแรง

 

ในโลกที่ AI เนรมิตทุกอย่างได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส สิ่งที่แพงที่สุดและเลียนแบบยากที่สุดคือ “ประสบการณ์ที่ผ่านการลงมือทำจริง” และ “บาดแผลที่กลายเป็นบทเรียน” จนกลายเป็น Mastery ที่มี Taste เมื่อรวมกับความเป็นคนน่ารัก หรือ Likability ก็จะทำให้คนธรรมดาอย่างเรา สามารถเป็นนายของ AI โดยไม่ถูกมันแทนที่

Share on

Most Popular