ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ภาพของ “พี่กระทิง – เรืองโรจน์ พูนผล” ในสายตาของคนในวงการสตาร์ทอัพและธุรกิจ คือชายหนุ่มพลังสูง ผู้เป็นสัญลักษณ์ของความอึด ถึก ทน ไม่ว่าอุปสรรคจะใหญ่แค่ไหน เขาก็พร้อมจะพุ่งชนและขวิดทะลวงผ่านมันไปได้เสมอ
หลังจากออกหนังสือเล่มแรกมานานกว่า 3 ปี บทเรียนชีวิตรอบใหม่ที่สั่งสมมาอย่างเข้มข้น ถูกตกผลึกออกมาเป็นหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดในชื่อ Unbeatable ซึ่งไม่ใช่แค่หนังสือแนวพัฒนาตนเองทั่วไป แต่เป็นคู่มือสู้ชีวิตที่กลั่นออกมาจาก “น้ำตาและความพ่ายแพ้” ในวันที่ความอึดถึกทนที่เคยมีแบบเดิม ๆ ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
วันนี้ Wisdom On The House มีนัดกับพี่กระทิงเพื่อพูดคุยถึงหนังสือเล่มใหม่ แต่สิ่งที่เราได้พบกลับไม่ใช่แค่ความน่าสนใจของหนังสือ แต่เราได้รู้จักพี่กระทิงในเวอร์ชั่นอัพเกรด ที่อยากชวนทุกคนมาอัพเกรดตัวเองด้วยเช่นกัน
เมื่อความอึดอย่างเดียวไม่พอ
พี่กระทิงเล่าถึงที่มาของการเขียนหนังสือเล่มนี้ ว่าเป็นเพราะช่วงปีที่ผ่านมาถือเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่สุดในชีวิต ทั้งวิกฤตงานใหญ่ 4 เรื่อง และเรื่องส่วนตัวอีก 2 เรื่อง ที่โถมกระหน่ำเข้ามาพร้อมกัน ตั้งแต่การป่วยเฉียบพลันด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ของ “น้องเคท” หลานสาววัยประถมผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ จนต้องสู้ชีวิตอยู่ในห้อง ICU ไปจนถึงการสูญเสียพี่ชายอันเป็นที่รักไปด้วยโรคมะเร็งตับ ในวัยเพียง 59 ปี 9 เดือน ทั้งที่อีกแค่ 3 เดือนก็จะเกษียณตามความฝัน
วิกฤตที่ถาโถมเข้ามาพร้อม ๆ กัน ทำให้พี่กระทิงพบว่า “ ความอึด” ที่เคยมีไม่สามารถทำให้ผ่านพ้นไปได้อีกต่อไป เพราะลึก ๆ แล้วเขาขาดทักษะสำคัญที่สุดไปอย่างหนึ่ง นั่นคือ Healing & Recovery หรือการเยียวยาและฟื้นฟูตัวเอง ทำให้ที่ผ่านมาเขาใช้วิธีขวิดฝ่าปัญหาด้วยความตั้งใจจนร่างกายและจิตใจเกร็งไปหมด
จาก “เรือแล่นเร็ว” สู่การเป็น “ท้องทะเล”
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพี่กระทิงตัดสินใจศึกษาพุทธศาสนา ปฏิบัติวิปัสสนา และเรียนรู้ธรรมะจากครูบาอาจารย์สายวัดป่า
ในอดีต เวลาเจอวิกฤตภายนอก พี่กระทิงมักจะมองว่าตัวเองเป็น “เรือลำเล็กที่แล่นเร็ว” เพื่อเร่งสปีดฝ่ามรสุม แต่คำสอนของ พระอาจารย์ชยสาโร ได้พลิกความคิดของเขาไปโดยสิ้นเชิง โดยท่านบอกว่า คนเราไม่ได้เป็นเรือลำเล็กกลางทะเล แต่เราคือท้องทะเลทั้งหมด และความคลั่งทั้งหลายมันเกิดขึ้นภายในใจเราเอง แค่ทำใจให้นิ่ง โลกภายนอกจะเป็นอย่างไรก็ทำอะไรเราไม่ได้
ประกอบกับคำแนะนำของ หลวงพ่อฟิลลิป (พระอาจารย์ญาณธัมโม) ที่สอนให้เขาเริ่มต้นจากการรักและเมตตาตัวเอง (Self-Compassion) ผ่านการฝึกหายใจ และนั่งสมาธิ การฝึกโอบกอดตัวเองนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการเยียวยาบาดแผลทางอารมณ์ที่กัดเซาะเขามานาน

สามเหลี่ยม Unbeatable: ทักษะฝึกใจ 3 ระดับ
จากประสบการณ์ชีวิต วิกฤตที่ก้าวผ่าน และการบูรณาการความรู้ทั้ง Neuroscience, Psychology, เทคโนโลยี รวมถึงหลักธรรมะ พี่กระทิงได้ถอดออกมาเป็นกรอบความคิด Unbeatable ที่มีโครงสร้าง 3 ระดับ คือ
- ระดับฐานราก (Fundamental): มุ่งเน้นการจัดการเรื่องจุกจิกประจำวัน เช่น เรื่อง “ขี้นกตกใส่หัว” หรืออารมณ์หงุดหงิดชั่ววูบ ต้องสลัดทิ้งและจบให้ได้ใน 90 วินาที พร้อมทำ “งบดุลทางอารมณ์” (Balance Sheet) ก่อนนอน โดยเติมความรู้สึกขอบคุณ (Daily Gratitude) เพื่อเจือจางขยะทางอารมณ์ ให้เหลือหนี้เสียทางใจน้อยกว่า 5% ควบคู่กับการสร้างวินัยทางใจ (Mental Discipline) และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
- ระดับกลาง (Middle Level): การรับมือความพังระดับ “Ship หาย” ด้วยเทคนิคสยบอารมณ์ใน 9 นาที และ 90 นาที พร้อมสร้างทักษะการเด้งกลับ (Resilience) และ “การทุกข์ให้เป็น” โดยฝึกวางตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ เหมือนเรานั่งอยู่บนรถไฟ คอยมองดูวิวความทุกข์ข้างทางผ่านไปโดยไม่หล่นลงไปจมบนสถานีอารมณ์
- ระดับสูงสุด (Identity Transformation): เมื่อเกิดวิกฤตที่ทำลายตัวตนเดิม ให้เรายินดีสลัดตัวตนเก่าเมื่อวานทิ้งไป เพื่อสร้าง “ตัวตนใหม่” ที่เติบโตกว่าเดิม เปรียบเสมือนดอกบัวที่เบ่งบานและงอกงามขึ้นมาจากโคลนตมแห่งความทุกข์ยาก
“จนกว่าจะถึงความตาย ความพ่ายแพ้ทั้งหมดเป็นเรื่องของใจ”
นอกจากนี้ พี่กระทิงยังย้ำว่า ความแข็งแกร่งภายในอย่าง Unbeatable ต้องทำงานคู่กับ Likable หรือความน่าทำงานด้วยเสมอ เพราะถ้าเราเก่งและอึดอย่างเดียวแต่ไม่มีใครอยากทำงานด้วย เราจะโดดเดี่ยว ในทางกลับกัน ถ้ามีแต่ความน่ารักแต่ไร้ความแข็งแกร่ง เวลาเจอโลกใจร้ายใส่ เราก็จะถูกทำร้ายจนบอบช้ำไปเรื่อย ๆ
เมื่อต้องนำ Unbeatable ไปใช้บริหารทีม
ในยุคที่คนทำงานเผชิญภาวะเบิร์นเอาต์และหมดไฟกันถั่วหน้า พี่กระทิงมองว่าหลักการ Unbeatable สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลและบริหารองค์กรได้เช่นเดียวกัน
ผู้นำยุคนี้ต้องช่วยทีมตัดเรื่องไร้สาระให้จบไวใน 90 วินาที คอยเติมพลังบวกให้องค์กรมีหนี้เสียทางอารมณ์ต่ำกว่า 5% และสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมมีวินัยทำเรื่องน่าเบื่อแต่จำเป็นได้ทุกวัน
เมื่อองค์กรเจอวิกฤต ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจเคลียร์ปัญหาใหญ่ให้จบใน 9 นาทีหรือ 90 นาที และในวันที่ทีมต้องเจอความผิดพลาด ยอดขายตก หรือถูกปฏิเสธ ผู้นำต้องพาองค์กรสร้าง Resilience เด้งกลับมาจุดเดิมให้ได้ แต่ที่สำคัญที่สุด ผู้นำต้องสร้างบรรยากาศแห่ง Driving Recovery คือเปิดพื้นที่ให้ทีมได้พักผ่อน ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างจริงจัง โดยที่เนื้องานยังคงขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
เป้าหมายใหม่ในวัย 48 ปี คือ “ไม่มีเป้าหมาย”
หลังผ่านพ้นมรสุมใหญ่และสลัดตัวตนเดิมอีกครั้ง พี่กระทิงในวัย 48 ปี ปรับมุมมองที่มีต่อชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง เลือกทิ้งการวิ่งหาแรงยอมรับจากภายนอก เป็นการสร้าง Impact จากการให้โดยไม่ต้องตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อะไร
“ตอนนี้เป้าหมายคือไม่มีเป้าหมาย เป้าหมายมันคือ Giving… Everyday is being useful, creating impact ชนิดที่ไม่สน Recognition ไม่สนอะไรเลย ถ้าทุก ๆ วันเราเปลี่ยนชีวิตคนคนนึงได้ หรือสร้าง Impact ได้ นั่นคือที่สุดแล้ว”
พี่กระทิงบอกว่า พลังชีวิตทั้งหมดในตอนนี้ ถูกเปลี่ยนเป็นโครงการเพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา AI ชื่อ Future U ร่วมกับ MIT และจุฬาฯ เพื่อเป็นเมนเทอร์ช่วยเด็กมัธยมค้นหาตัวเองและป้องกันภาวะซึมเศร้า รวมถึงการเลือกลงทุนใน Startup HealthTech พัฒนานวัตกรรมตรวจน้ำตาลโดยไม่ต้องเจาะเลือด เพื่อหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะกลับมาเปลี่ยนชีวิตและรักษาโรคเบาหวานของ “น้องเคท” หลานสาวของเขาให้หายขาดได้ในอนาคต
โอบกอดตัวเอง แล้วลุกขึ้นเดินต่อ
บทเรียนจากหนังสือ Unbeatable และชีวิตจริงของพี่กระทิง กำลังบอกเราว่า ในโลกยุคใหม่ที่ไร้ Playbook สำเร็จรูป และเต็มไปด้วยความใจร้ายของมรสุมชีวิต สิ่งที่จะพาเรารอดไปได้ไม่ใช่แค่การหลับหูหลับตาขวิดฝ่าปัญหาอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะพัก เยียวยาจิตใจ และกล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือในวันที่ไม่ไหว ยอมรับความจริงว่าชีวิตต้องมีวันทุกข์ และสร้าง “ชัยชนะเล็ก ๆ” ในแต่ละวัน แม้จะเป็นแค่การล้างจาน รดน้ำต้นไม้ หรือการลุกขึ้นมาออกกำลังกายสั้น ๆ
“อยากให้กลับไปรักตัวเอง โอบกอดตัวเอง และภูมิใจในตัวเอง สำหรับคนที่กำลังดิ่ง อยากให้รู้ว่าการที่คุณยังมีชีวิตอยู่ การที่คุณยังสู้มาถึงตรงนี้ได้ คุณแม่งโคตรเก่ง และคุณเป็นผู้ชนะเรียบร้อยแล้ว”
พี่กระทิงทิ้งท้ายกับทีมงานว่า ตราบใดที่เรายังไม่ยอมแพ้ และหัวใจเรายังสู้อยู่ ต่อให้โลกข้างนอกจะโหดร้ายแค่ไหน ความพ่ายแพ้ก็เป็นเพียงแค่สภาวะชั่วคราวทางจิตใจเท่านั้น ยิ้มให้กับตัวเองในอดีต ขอบคุณตัวเองในปัจจุบัน แล้วลุกขึ้นสร้างตัวตนใหม่ เพื่อก้าวไปสู่จุดหมายที่เราคู่ควรอย่างแท้จริง
