จากหลุมดำเด็กเรียนเก่ง สู่ ‘หมอแอน’ หมอความงามที่ใช้ “การเงินและหัวใจ” เยียวยาผู้คน

25 September 2026

Share on

เรียนสายวิทย์ สอบเข้าคณะแพทย์ และเติบโตไปเป็นหมอ นี่คือเส้นทางสำเร็จรูปของเด็กเรียนเก่งจำนวนไม่น้อย คุณแอน ดร.วรพร ประทีปชัยบูรณ์ H.O.W. member ก็เคยคิดแบบนั้น เธอเป็นเด็กเรียนดีมาตลอด จนกระทั่งวันที่ได้เข้าเรียนแพทย์ แล้วพบว่าความเก่งที่เคยเป็นสิ่งยืนยันคุณค่าของตัวเอง ไม่สามารถพาเธอผ่านทุกอย่างไปได้อย่างที่คิด จากคนที่เคยมั่นใจในตัวเอง กลายเป็นคนที่ตั้งคำถามว่า “ถ้าเป็นหมอไม่สำเร็จ แล้วเราจะเป็นอะไร?”

วันนี้ Wisdom On The House มีโอกาสพูดคุยกับพี่แอน ผู้หญิงที่มาพร้อมความสดใสและพลังงานเต็มเปี่ยม จนแทบไม่น่าเชื่อว่าเธอเคยผ่านช่วงเวลาที่รู้สึกว่า “ตัวเองไม่เก่ง” และสิ่งที่เธออยากทำต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่การดูแลคนไข้ แต่คือการเป็น “เพื่อนร่วมทาง” ให้กับใครอีกหลายคนที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนของชีวิต ผ่านอาชีพหมอหัตถการความงาม ที่ทำควบคู่ไปกับการเป็นนักวางแผนการเงิน

 

 

เมื่อคนที่เรียนดีมาตลอด เริ่มสงสัยในความเก่งของตัวเอง

คุณแอนเล่าว่าตอนเด็กๆ เรียนดีได้เกรด 4.00 มาตลอด ขณะที่พี่สาวก็เป็นหมอ เส้นทางข้างหน้าจึงดูเหมือนจะมีคำตอบอยู่แล้ว แม้ครอบครัวจะไม่ได้บังคับว่าเธอต้องเป็นหมอ แต่คุณแอนเองก็แทบไม่เคยนึกถึงเส้นทางอื่นอย่างจริงจัง จนกระทั่งเธอได้เข้าเรียนแพทย์

เมื่อคนเรียนเก่งจากหลายแห่งมาอยู่รวมกัน เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอย่างที่เคยคิด ได้คะแนน “ตกมีน” อยู่บ่อยครั้งและเอามากดดันตัวเอง เมื่อมองย้อนกลับไป คุณแอนเข้าใจแล้วว่า การได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย หรือแม้แต่การสอบตก เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในการเรียนแพทย์ แต่ในเวลานั้น เธอยังไม่รู้ว่าจะรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างไร

“ช่วงนั้นชีวิตโฟกัสแค่เรื่องเรียน ไม่มีเรื่องอื่นเลย แล้วพอเรื่องเรียนที่เป็นเหมือนสิ่งเดียวของชีวิตมันพัง ก็เลยรู้สึกว่าชีวิตมันพังไปทั้งหมด”

ความกดดันสะสมจนเธอสอบตกวิชาหนึ่ง และต้องกลับไปเรียนซ้ำกับรุ่นน้อง ช่วงนั้นคุณแอนร้องไห้หนักมากและมีความคิดว่าจะลาออกจากคณะแพทยศาสตร์เลย เมื่อกลับไปคุยกับคุณแม่ แม่บอกด้วยความเป็นห่วงว่าถ้าไม่ไหวก็ลาออกได้ แต่แทนที่จะรู้สึกโล่งใจ คุณแอนกลับตกใจ “ไม่มีใครยื้อเลยเหรอ”

คำตอบของแม่ทำให้เห็นว่า อย่างน้อยครอบครัวไม่ได้ขีดเส้นว่าเธอต้องเป็นหมอให้ได้ แต่เธอเองยังไม่พร้อมออกจากเส้นทางนี้ เพราะนอกจากการเป็นหมอ เธอยังมองไม่เห็นภาพว่าชีวิตแบบอื่นของตัวเองจะเป็นยังไง

 

 

ในวันที่มองไม่เห็นทาง ครูคนหนึ่งเลือกเดินอยู่ข้างๆ โดยไม่หวังผลตอบแทน

ระหว่างที่แอนกำลังจมดิ่งอยู่ในสิ่งที่เธอเรียกว่า “หลุมดำ” คุณแม่ได้ติดต่อคุณครูมัณฑนี ตันติเสวี ครูสอนวิทยาศาสตร์ที่เคยเรียนด้วยตั้งแต่เด็ก แม้เมื่อก่อนเธอเป็นนักเรียนเงียบๆ ไม่ได้สนิทกับครูเป็นพิเศษ แต่เมื่อครูรู้ว่าเธอกำลังเจออะไร ครูก็ชวนให้ไปหาและให้ไปอยู่ด้วยในบางช่วง ครูพาเธอไปวัด สวดมนต์และฝึกสมาธิ

“พอได้สวดมนต์ครึ่งชั่วโมงทุกวัน เป็นแค่ครึ่งชั่วโมงในวันนั้นที่หยุดคิดทุกอย่าง เพราะว่าหนูอ่านบทสวดไม่ทัน”

สำหรับคนที่มีความคิดวนอยู่ในหัวตลอดเวลา การได้หยุดคิดแม้เพียงครึ่งชั่วโมง อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับแอน มันมีความหมายมาก

หลังจากนั้นคุณแอนค่อยๆ ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้กลับมาเข้มแข็งได้ในวันเดียว ยังมีวันที่รู้สึกแย่ และถ้ารับมือคนเดียวไม่ไหวก็จะโทรไปคุยกับครู แอนรู้สึกว่าครูคอยประคองเธอมาตลอด โดยไม่เคยขอสิ่งใดตอบแทน  ทุกวันนี้ เมื่อแอนอยากกลับไปหา ครูยังบอกให้เธอไปทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วง เธอจึงเก็บความตั้งใจไว้ว่า หากตอบแทนครูโดยตรงไม่ได้ อย่างน้อยเธออยากส่งต่อสิ่งที่เคยได้รับให้คนอื่น เพราะเธอได้เรียนรู้แล้วว่าพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็ง สำคัญที่สุดในการเผชิญกับทุกปัญหาในชีวิต

 

 

“ให้คนไข้รู้สึกโชคดีที่ได้มาเจอเรา”

หลังจากนั้น คุณแอนก็ค่อยๆ ดีขึ้น และเรียนแพทย์จนจบ แต่ความรู็สึกไม่มั่นใจในตัวเองยังมีอยู่

เธอจำคำสอนที่อาจารย์บอกว่า “ให้คนไข้รู้สึกโชคดีที่ได้มาเจอเรา” ได้ดี แต่แทนที่จะคิดว่าคนไข้โชคดีที่ได้เจอเธอ แอนกลับกังวลว่า “หรือจริงๆ แล้วคนไข้อาจโชคร้ายที่มาเจอเรา”

จุดนี้เองที่ทำให้คุณแอนเบนเข็มมาสนใจงานด้านหัตถการความงาม เพราะงานนี้ทำให้เธอเห็นผลทันทีจากสิ่งที่ทำ เมื่อคนไข้ส่องกระจกแล้วเห็นตัวเองดูดีขึ้น ทุกคนขอบคุณ หรือกลับมาให้เธอดูแลอีก รอยยิ้มและแววตานั้น ไม่ได้เยียวยาแค่คนไข้ แต่ช่วยกู้คืน Self-esteem ของตัวหมอเองด้วย ประสบการณ์เหล่านี้ค่อยๆ ทำให้เธอเชื่อว่าตัวเองทำงานนี้ได้

“การทำหัตถการความงามเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ค่อยๆ ภูมิใจตัวเองขึ้นทีละนิด รู้สึกว่าคนไข้โชคดีที่ได้เจอเรา”

แต่ถึงอย่างนั้น คุณแอนก็ไม่ได้หยุดตั้งคำถามกับความรู้ของตัวเอง จึงไปเรียนต่อปริญญาโทด้านผิวหนัง เพราะการฉีดและการทำเลเซอร์ต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องผิวหนัง อยากวินิจฉัยให้ถูกต้องและสามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ให้คนไข้เข้าใจได้อย่างชัดเจน ก่อนจะเรียนต่อด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยเพิ่มเติม

การกลับมาเรียนอีกครั้ง ทำให้เธอเจอสถานการณ์เดิม คือ ความยากและการสอบไม่ผ่าน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีคิดของเธอ เพราะวันนี้เข้าใจแล้วว่า การสอบตกไม่ได้แปลว่าเธอไม่มีความสามารถหรือหมดทางไปต่อ มันบอกแค่ว่าเธอยังให้เวลากับเรื่องนั้นไม่พอ

“ตกก็กลับมาอ่านเพิ่มแล้วสอบใหม่ ไม่เป็นไร เพราะเคยตกมาเยอะแล้ว”

 

สมุดรายรับรายจ่ายห้าเล่ม ที่พาเข้าสู่โลกการเงิน

หลังเรียนจบ แฟนของแอนชวนเธอดูคลิปเรื่องการจัดการเงินของโค้ชหนุ่ม เธอจึงเริ่มจดรายรับรายจ่าย แบ่งเงินสำรองฉุกเฉิน และวางแผนว่าจะจัดการเงินที่หามาได้อย่างไร

คุณแอนจริงจังกับการจดมากถึงขั้นมีสมุดแยกกัน 5 เล่ม และพกติดตัวไปไหนมาไหน แต่เมื่อจดไปเรื่อยๆ เธอก็เริ่มรู้สึกว่า การจดเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เธออยากมีคนช่วยดูว่าเงินทั้งหมดควรถูกจัดระบบอย่างไร จึงเริ่มขอคำปรึกษาและเรียนรู้เรื่องการวางแผนการเงินอย่างจริงจัง จนได้เข้ามาร่วมงานกับทีม Little Money หรือทีมน้องเหรียญของคุณน้ำ NamFinance

จากเดิมที่สนใจแค่ว่าจะดูแลเงินของตัวเองอย่างไร แอนเริ่มเห็นว่าการมีเงินสำรองและการเตรียมตัวด้านการเงินล่วงหน้าเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นในชีวิตด้วย โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพ

 

 

แฟนของเธอเป็นแพทย์ผ่าตัดและทำงานกับผู้ป่วยมะเร็ง และพี่สาวก็เป็นแพทย์ด้านมะเร็ง การได้ฟังเรื่องราวคนไข้จากคนใกล้ตัว ประกอบกับสิ่งที่เธอเรียนรู้ด้านการเงิน ทำให้คุณแอนคิดถึงคนที่ต้องรับมือกับการเจ็บป่วยหนัก

“ลำพังอาการป่วยก็ทุกข์อยู่แล้ว หากต้องกังวลว่าจะหาเงินจากไหน หรือครอบครัวจะอยู่อย่างไร ภาระในใจก็ยิ่งมากขึ้น”

จุดนี้เอง คุณแอนจึงสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนปัญหาจะมาถึง หากทุกคนมีโอกาสทำความเข้าใจเรื่องสุขภาพ เตรียมความพร้อมด้านการเงิน และรู้ว่าจะขอคำปรึกษาจากใคร วันที่เจ็บป่วยเขาอาจมีทางเลือกมากขึ้น

แนวคิดนี้ยังสะท้อนกลับไปสู่งานประจำของเธอในฐานะแพทย์หัตถการความงามด้วย คนไข้บางรายอยากทำหัตถการหลายอย่าง คุณแอนจะชวนดูว่าจำเป็นต้องทำทั้งหมดตอนนี้หรือไม่ คนที่ยังอายุน้อยอาจไม่ต้องรีบทำทุกอย่าง และควรเหลือเงินไว้ใช้กับชีวิตด้านอื่นด้วย เธอพูดติดตลกว่าไม่ควรเอาเงินทั้งหมดมาทำหน้า แล้วไม่มีเงินกินข้าว หรือแม้จะมีเงินก็ควรเอาไปลงทุนให้งอกเงยก่อน

 

HopeBridge.Life สะพานแห่งความหวังที่กำลังเริ่มสร้าง

ความสนใจเรื่องสุขภาพและการเงินค่อยๆ ตกผลึกเป็น HopeBridge.Life ที่คุณแอนกำลังเริ่มทำร่วมกับแฟนและพี่สาว

ตอนนี้ HopeBridge ยังไม่ใช่แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ แต่ใช้ LINE OA ซึ่งเชื่อมกับทีม Little Money ในด้านการวางแผนการเงิน ส่วนด้านสุขภาพ เธออยากให้เป็นพื้นที่ที่คนเข้ามาถามและพูดคุยกับผู้มีความรู้ได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง ที่เธอมักเห็นคนเข้าไปถามกันในกลุ่มออนไลน์ บางคำตอบเป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์ แต่บางคำแนะนำก็อาจไม่ถูกต้องหรือยังไม่มีข้อมูลรองรับ คุณแอนจึงอยากมีอีกพื้นที่ให้คนได้ถามเรื่องที่กังวล และเข้าถึงความรู้ที่ถูกต้องขึ้น

เป้าหมายของคุณแอนคือการเป็น “เพื่อนร่วมทาง” ตั้งแต่วันที่คนเริ่มกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ ระหว่างการรักษา ไปจนถึงการวางแผนรับมือกับค่าใช้จ่าย โดยไม่มองข้ามสภาพจิตใจของคนที่กำลังเผชิญปัญหา เพราะสำหรับเธอแล้ว “ถ้าใจสู้ การเงินและสุขภาพคือกระบวนการที่จะตามมาเอง”

 

 

ช่วยหนึ่งคน ส่งต่อไม่รู้จบ

เมื่อถามว่างานด้านวางแผนการเงินให้รายได้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับการเป็นแพทย์หัตถการ คุณแอนตอบทันทีว่า “ไม่มาก” แต่สิ่งที่ได้รับจากงานนี้กลับเติมเต็มได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะการที่เธอช่วยคนแก้ปัญหาการเงินได้หนึ่งคน คนคนนั้นอาจนำสิ่งที่เรียนรู้ไปช่วยเหลือคนอื่นต่อได้อีกหลายคน และนี่คืออาชีพที่เธออยากทำไปตลอดชีวิต

คำตอบของเธอพากลับไปหาคุณครูที่ช่วยเธอไว้ในวันที่มองไม่เห็นทางไปต่อ และไม่ต้องการสิ่งตอบแทน “ครูช่วยหนู 1 คน หนูช่วยคนได้อีกเยอะแน่นอน” เป็นความตั้งใจที่จะส่งต่อสิ่งที่ได้รับมาให้กับคนอื่น

เธอยอมรับว่าไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ทั้งด้านสุขภาพและการเงิน ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้  แต่หากใครมีคำถามที่เธอยังตอบไม่ได้ เธออยากไปหาคำตอบที่ถูกต้องกลับมาให้

 

พื้นที่ที่ทำให้คนกล้าเข้ามา แม้จะคิดว่าตัวเอง “ยังไม่มีอะไร”

คุณแอนติดตาม H.O.W. มาประมาณหนึ่งปีก่อนจะเข้ามาเป็น H.O.W. member เธอชอบฟังคนเล่าประสบการณ์และชอบไปงานสัมมนา แม้จะอยากเข้ามาอยู่ใน H.O.W. แต่ก็ลังเล เพราะรู้สึกว่าตัวเอง “ตัวเล็ก” และไม่แน่ใจว่าจะเข้ามาอยู่ตรงนี้ได้หรือไม่ พอได้เข้ามาจริงๆ ตอนแรกเธอคิดเพียงว่าจะมาเรียน ไม่ได้คิดจะทำความรู้จักใคร เพราะรู้สึกว่า “เราไม่มีอะไรเลย”

จนมีเพื่อนสมาชิกคนหนึ่งก็เข้ามาบอกว่าหากเพิ่งเข้ามาและยังไม่รู้จักใคร เขาสามารถเป็นบัดดี้ให้ได้ และชวนให้คุณแอนลองเปิดใจพูดคุยกับคนอื่น เพราะที่นี่ ผู้คนไม่ได้เริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำถามว่า “ทำงานอะไร”

สำหรับเธอ คำชวนเล็กๆ นั้นมีความหมาย เธอได้เริ่มรู้จักผู้คน เรียนรู้สิ่งใหม่ และกล้าเล่าเรื่อง HopeBridge.Life แม้สิ่งที่อยากทำจะยังอยู่แค่ช่วงเริ่มต้นก็ตาม

 

บางช่วงต้องคุยกับตัวเอง บางช่วงต้องคุยกับคนอื่น

ก่อนจบการสนทนา คุณแอนพูดถึง “การสู้” สองรูปแบบที่เธอได้เรียนรู้จากชีวิตตัวเอง

แบบแรกคือ การสู้เพื่อเติบโต ต้อง “คุยกับตัวเองก่อนคุยกับคนอื่น” มีสติจดจ่ออยู่กับก้าวของตนเอง เธอนึกถึงครั้งที่ต้องเดินขึ้นดอยอินทนนท์ ทั้งที่ไม่ชอบออกกำลังกาย เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายอดเขาเป็นอย่างไร จึงเลือกมองเท้าตัวเอง คอยดูทางตรงหน้าแล้วก้าวต่อไปทีละก้าว

แต่ถ้าอยู่ในช่วงที่ต้องสู้เพื่อขึ้นมาจากหลุมดำ ไม่ควรคุยกับตัวเองมากเกินไปเพราะบางครั้งการคิดอยู่คนเดียวอาจยิ่งทำให้วนอยู่กับปัญหาและหาทางออกไม่เจอ ในช่วงเวลานั้น สิ่งที่สำคัญอาจเป็นการหาคนที่เรารู้สึกปลอดภัยที่จะพูดคุยด้วย เป็นกัลยาณมิตรที่สามารถรับฟังและช่วยให้เราเห็นทางเลือกอื่น เพราะคำพูดของคนที่เราเลือกไปขอคำปรึกษา สามารถมีผลกับเราได้มากกว่าที่คิด

 

 

ครั้งหนึ่งคุณแอนคิดว่าชีวิตมีทางเดินอยู่เพียงทางเดียว และเมื่อเดินสะดุดก็เหมือนทุกอย่างพังลงตามไปด้วย แต่ในวันนั้น มีครอบครัวและคุณครูอยู่ด้วยจนเธอค่อยๆ กลับไปเรียน ทำงาน และมองเห็นสิ่งอื่นที่ตัวเองอยากทำ นอกเหนือจากการเป็นหมอ

วันนี้คุณแอนจึงอยากอยู่ตรงนั้นให้ใครสักคนบ้าง เริ่มจากการรับฟังคำถาม และช่วยกันมองว่าจากจุดที่ยืนอยู่ ยังมีทางไหนให้ก้าวต่อไปได้อีก โดยใช้สิ่งที่ตัวเองมี คือความรู้ด้านการแพทย์และการวางแผนการเงินเป็นเครื่องมือช่วยให้เขามี “ทางเลือก” ในชีวิตมากขึ้น

Share on

Most Popular