“SALE HERE” แบรนด์ที่เริ่มจาก “นักช้อปตัวแม่” สู่ธุรกิจร้อยล้านที่เปลี่ยน “โปรโมชัน” เป็นสื่อทรงพลัง

13 June 2026

Share on

คุณเจ กฤษฎา เลิศธรรมนาถ และ คุณโบนัส กวิสรา วงศ์เลิศศิริ SALE HERE

หลายคนรู้จัก Sale Here ในฐานะเพจรวมโปรโมชันที่ทำให้คนไทยช้อปได้ฉลาดขึ้น ซึ่งเบื้องหลังของธุรกิจนี้ ไม่ได้เริ่มจากแผนธุรกิจใหญ่โต หรือเงินลงทุนมหาศาล แต่เกิดจากผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ จนจำได้หมดว่าห้างไหนจะลดราคาเมื่อไหร่ และผู้ชายอีกคนที่มองเห็นว่า “ทราฟฟิก” สำคัญกว่าชื่อเสียงหรือความดังของอินฟลูฯ

จากเพจเล็ก ๆ ที่เดินถ่ายโปรตามห้างทุกวัน วันนี้ Sale Here กลายเป็นอาณาจักรแพลตฟอร์มโปรโมชัน ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งในไทย เป็นธุรกิจที่มีรายได้กว่า 240 ล้านบาทต่อปี ทำงานกับแบรนด์กว่า 4,500 แบรนด์ และกำลังสร้าง ecosystem ใหม่ของครีเอเตอร์ไทย ผ่านวิธีคิดที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความเข้าอกเข้าใจทั้งตัวนักช้อปและแบรนด์

Wisdom on the house จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จกว่า 13 ปีของ คุณเจ กฤษฎา เลิศธรรมนาถ และ คุณโบนัส กวิสรา วงศ์เลิศศิริ H.O.W. Member คนเก่ง ที่เป็น 2 ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม Sale Here ที่ทำให้การช้อปปิ้งกลายเป็นธุรกิจหลักร้อยล้านได้ และยังเป็นตัวอย่างของคู่รักที่สามารถทำธุรกิจร่วมกันได้ประสบความสำเร็จอีกด้วย

 

 

 

เมื่อ “สัญชาตญาณนักช้อป” คือ Data ชั้นยอด

จุดเริ่มต้นของ Sale Here ไม่ได้มาจากแผนธุรกิจในห้องประชุม แต่มาจากความ “อิน” ในฐานะผู้บริโภคตัวจริง คุณโบนัสเล่าว่าเธอเดินห้างบ่อยจนจดจำตารางการลดราคาของแบรนด์ต่าง ๆ ได้แม่นยำยิ่งกว่าพนักงานขาย

เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนคือการซื้อรองเท้ากีฬาที่เธอได้ราคาโปรโมชัน ขณะที่เพื่อนร่วมทริปทุกคนซื้อราคาเต็มเพราะ “ไม่รู้ว่ามีโปร”

เธอจึงเริ่มถ่ายรูปแล้วบอกต่อผ่านเพจด้วยความตั้งใจง่าย ๆ คือไม่อยากให้ใครพลาด ชื่อเพจ Sale Here ก็ตรงตัวว่า “ที่นี่มีของ Sale” ทำเพจได้ประมาณ 3 เดือน ก็เริ่มมีแบรนด์ติดต่อเข้ามาขอให้ช่วยโปรโมต

ความสำเร็จนี้พิสูจน์ว่าความ Real มีพลังมากกว่าการตลาดแบบดั้งเดิม Sale Here สร้างฐานแฟนจากความเชื่อใจในฐานะ “พวกเดียวกัน” ซึ่งในเชิงการตลาด นี่คือการดึงดูด High Intent Audience หรือกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งใจมาเพื่อ “ซื้อ” จริงๆ ไม่ได้ติดตามเพราะปลื้มดารา แต่ติดตามเพราะต้องการโซลูชันในการช้อปปิ้งที่คุ้มค่าที่สุด

“โบนัสไปห้างจนรู้มีโปรโมชันที่ห้างไหน แผนกไหนบ้าง แล้วก็สงสัยว่าทำไมคนอื่นถึงไม่รู้ล่ะ…เราเลยถ่ายรูปแล้วทำเพจขึ้นมาเลยว่าตรงนี้ลดราคานะ อยากให้คนเห็นว่ามันมีโปรโมชัน ไม่ต้องไปซื้อเต็มราคาที่อื่น มาซื้อตรงนี้” — คุณโบนัส

 

“จะขาย ก็ขายเลย” กลยุทธ์ Hard sell ที่ไม่มีใครกล้าทำ

ถ้าย้อนกลับไป 13 ปีก่อน ยุคที่ Influencer Marketing ยังไม่เกิดเต็มรูปแบบ โลกออนไลน์ในตอนนั้นเต็มไปด้วยการโฆษณาแบบ “เนียน ๆ” ทุกอย่างต้อง soft sell เพราะกลัวคนรู้ว่ากำลังขายของ

แต่คุณเจ และคุณโบนัส กลับคิดต่าง
“ทำไมเวลาขายของต้องแอบขาย ถ้ามันลดจริง ดีจริง ก็พูดตรง ๆ ไปเลย”

Sale Here จึงกลายเป็นหนึ่งในเพจแรก ๆ ที่ “ฮาร์ดเซลล์” อย่างเปิดเผย บอกตรง ๆ ว่าอะไรลด ที่ไหนคุ้ม และต้องรีบไปซื้ออะไร แนวคิดนี้ฟังดูธรรมดาในวันนี้ แต่ในยุคนั้น ต้องถือว่าใหม่มาก!!

ผลก็คือ ปรากฏการณ์ “ห้างแตก” คนแห่ไปซื้อของจนร้านตั้งตัวไม่ทัน บางร้านที่ไม่มีใครรู้จัก พอ Sale Here ไปช่วยโปรโมตก็ขายดีขึ้น ทำให้เริ่มมีแบรนด์ติดต่อมา เพราะเขารู้ดีว่าลูกค้าที่เข้ามาหาไม่ได้ต้องการความอ้อมค้อม แต่ต้องการ “ความคุ้มค่า”

“เรารู้สึกว่าไม่ได้แค่ขายของ แต่เหมือนได้ช่วยร้านเขาด้วย”

 

 

จุดแข็งที่ไม่ใช่ความดัง

ในอีกฝั่งหนึ่ง คุณเจกำลังทำงานสายการตลาดอยู่ที่ Wongnai และเริ่มสังเกตการทำการตลาดผ่านดาราหรือ Influencer ที่มีผู้ติดตามมาก ๆ แต่ไม่ได้แปลว่าจะ “ขายของได้” ในขณะที่บางเพจ แม้ไม่ได้มีชื่อเสียงระดับแมส แต่กลับสร้างทราฟฟิกเข้าร้านได้จริง เพราะคนติดตามมี Intent หรือความตั้งใจที่ชัดเจน

“คนตาม Sale Here เพราะอยากซื้อของ ไม่ได้ตามเพราะปลื้มเจ้าของเพจ”
นี่คือ insight สำคัญที่กลายเป็นรากฐานธุรกิจ แทนที่จะขาย “ชื่อเสียง” Sale Here เลือกขาย “ผลลัพธ์”

และนั่นทำให้แบรนด์เริ่มมองพวกเขาแตกต่างออกไป จากแค่เพจโปรโมชัน กลายเป็นพาร์ตเนอร์ที่ช่วยคิดว่า “จะทำโปรยังไงให้ขายได้จริง”

 

เมื่อธุรกิจโตพร้อมความสัมพันธ์

ทั้งคู่เริ่มต้นจากการเป็นแฟนคบกันประมาณ 2 ปี ก่อนจะกลายมาเป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจเต็มตัว

แน่นอนว่า การทำงานกับแฟนไม่ใช่เรื่องง่าย และสำหรับหลาย ๆ คู่ การทำธุรกิจร่วมกันกลายเป็นจุดตายทำให้ต้องเลิกราและบาดหมางกันมานักต่อนัก แต่สำหรับคู่ของคุณเจและคุณโบนัส การทำธุรกิจร่วมกันกลับทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งแนบแน่น จนปัจจุบันแต่งงานและมีทายาทตัวน้อยน่ารักแล้ว 1 คน

แม้ว่าจะไม่เคยทะเลาะกันรุนแรง แต่ความขัดแย้งกันก็ย่อมต้องมีบ้าง เพราะคุณโบนัสเป็นสาย intuition ใช้ความรู้สึก ความสนุก และความเข้าใจนักช้อปเป็นตัวนำ ส่วนคุณเจเป็นสาย data มองตัวเลข ระบบ และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ

 

“ช่วงแรกเวลาคุยกันเหมือนพูดคนละภาษา แต่พอเวลาผ่านไปมันกลายเป็นการเติมจุดอ่อนของกันและกันได้อย่างลงตัว เพราะโบนัสเป็นพวกใช้ความรู้สึกล้วน ส่วนเจมองเป็น logic และทำงานเป็นระบบ ทำให้ Sale Here กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้”

 

ทั้งคู่เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกทะเลาะกันบ่อย โดยเฉพาะเรื่องการบริหารทีม เพราะลูกน้องจะสับสนว่า “สรุปต้องฟังใคร” สุดท้ายจึงแก้ปัญหาด้วยการ “แบ่งบทบาทให้ชัด”

คุณเจรับหน้าที่ CEO ดูภาพรวมธุรกิจ ส่วนคุณโบนัสเป็น CCO ดูเรื่องคอนเทนต์และความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญคือ “ไม่ก้าวล่วงกัน” “ถ้าเขาตัดสินใจแล้ว เราต้องเชื่อว่าเขาทำได้” หลายครั้ง ธุรกิจพังไม่ใช่เพราะโมเดลไม่ดี แต่เพราะคนทำงานร่วมกันไม่ได้

สำหรับ Sale Here หนึ่งในกฎสำคัญที่สุดคือ “ทะเลาะเรื่องงานได้ แต่ห้ามทำลายกัน” ซึ่งสิ่งนี้แข็งแรงขึ้นเมื่อทั้งคู่ตัดสินใจแต่งงานเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ใช่แค่พาร์ตเนอร์ในการทำธุรกิจ

หลังแต่งงาน Sale Here ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากรายได้หลัก 50 ล้านบาท เป็น 100 ล้าน และปัจจุบันสามารถสร้างรายได้ 240 ล้านบาทต่อปี

 

จากเพจ สู่ Ecosystem ของ Creator

เมื่อโลกคอนเทนต์เริ่มเปลี่ยน ครีเอเตอร์เกิดใหม่จำนวนมาก Sale Here ก็เริ่มมองเห็นโอกาสใหม่ แทนที่จะโตคนเดียว พวกเขาเริ่มสร้างแพลตฟอร์มชื่อ SH Star เพื่อสนับสนุนครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่หา Influencer มารับงาน แต่เปิดพื้นที่ให้คนธรรมดาที่ “ชอบรีวิวจริง ใช้จริง” ได้เข้ามาเติบโต

พวกเขาสอนการทำคอนเทนต์ สร้าง community และเชื่อมคนเหล่านี้เข้ากับแบรนด์

“เราเคยเป็น creator มาก่อน เรารู้ว่ากว่าจะโตมันเหนื่อยแค่ไหน”

นี่คือวิธีคิดที่น่าสนใจมากของ Sale Here เพราะแทนที่จะมอง creator เป็น resource พวกเขากลับมองเป็น ecosystem ที่ต้องเติบโตไปด้วยกัน ปัจจุบัน Sale Here ก้าวข้ามการเป็นแค่ Content Creator สู่การเป็น Marketing Solutions อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีทั้ง

  • Sale Here STAR: แพลตฟอร์มที่รวบรวมและคัดกรองนักรีวิว (Creator) กว่า 20,000 คน เพื่อส่งต่อประสบการณ์จริงสู่ผู้บริโภค โดยเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากกว่าแค่จำนวน Follower
  • Business Consultancy: ไม่ใช่แค่ลงประกาศ แต่ยังช่วยแบรนด์ “ออกแบบโปรโมชัน” เพื่อให้มั่นใจว่าจะสร้าง Conversion ได้จริง
  • International Expansion: ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา Sale Here ขยายโมเดลธุรกิจไปสู่ประเทศ ลาว และ จีน เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค

 

ทุกวิกฤตผ่านได้ ถ้าคนสร้างยังอยู่

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา Sale Here ผ่านทั้งการเปลี่ยนอัลกอริทึม Facebook ดราม่าในโซเชียล รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำอีก มีช่วงหนึ่งที่เปลี่ยนทีม Dev ถึง 4 รอบ กว่าแอปจะใช้งานได้จริง
สิ่งที่คุณเจบอกว่าสำคัญที่สุดในช่วงวิกฤต ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือเรื่องของคน

“เวลาเกิดวิกฤต ห้ามทะเลาะกัน” เพราะตราบใดที่ “คนสร้าง” ยังอยู่ ธุรกิจก็ยังสร้างใหม่ได้เสมอ

 

อนาคตของ Sale Here ในยุค AI

Sale Here คือตัวอย่างของการทำ Digital Transformation ที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด บริษัทปรับลดจำนวนพนักงานจาก 180 คน เหลือ 130 คน แต่กลับทำรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 230-240 ล้านบาทต่อปี

กุญแจสำคัญคือการใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาคอขวด

  • Answer Automation: เดิมทีมงานต้องตอบคอมเมนต์จำนวนมหาศาลจนถูก Facebook บล็อกเพราะคิดว่าเป็นสแปม ปัจจุบันใช้ AI เข้ามาช่วยจัดการเพื่อให้สื่อสารกับลูกค้าได้ทันท่วงทีและไม่ละเมิดกฎแพลตฟอร์ม
  • Upskilling: พนักงานทุกคนต้องใช้ AI เป็นเพื่อเพิ่มศักยภาพรายบุคคล
  • ROI ต่อหัว: เมื่อคนน้อยลงแต่ใช้เครื่องมือเก่งขึ้น ผลตอบแทนต่อหัวก็สูงขึ้น พนักงานทำงานน้อยลงแต่ได้ผลลัพธ์ที่ทรงพลังกว่าเดิม สร้างความสุขในองค์กรไปพร้อมกับการเติบโตของกำไร

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ Sale Here ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ “ความน่าเชื่อถือ” เพราะในยุคที่ AI สร้างคอนเทนต์ได้ทุกอย่าง คนจะยิ่งเชื่อคอนเทนต์ที่ “มีตัวตนจริง” มากขึ้น พวกเขาจึงยังยืนยันที่จะเช็กโปรกับแบรนด์จริง ลงพื้นที่จริง และสร้าง community จริงต่อไป เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนต้องการอาจไม่ใช่ข้อมูลที่เร็วที่สุด แต่คือข้อมูลที่ “เชื่อได้”

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Sale Here ยังเติบโตมาได้จนถึงวันนี้ ขณะที่เพจโปรโมชันอื่น ๆ ทยอยล้มหายตายจากไป

 

อยากสำเร็จ “ไม่ต้องรอพร้อม”

ก่อนจบบทสนทนา เราขอให้ทั้ง 2 คนฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ


คุณโบนัสฝากประโยคสั้น ๆ ว่า “ไม่ต้องคิดมาก ทำเลย เพราะถ้าไม่ทำ มันไม่มีทางสำเร็จแน่ ๆ แต่ถ้าทำ อย่างน้อยมันยังมีโอกาส”

 


ส่วนคุณเจทิ้งท้ายไว้ว่า “ลองแล้วค่อยปรับ ดีกว่านั่งศึกษาจนไม่ได้เริ่ม”
เพราะในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว คนที่ได้เปรียบที่สุด อาจไม่ใช่คนที่พร้อมที่สุด แต่คือคนที่ “เริ่มก่อน” และ “ปรับตัวเร็วพอ”

Share on

Writer

H.O.W.

Most Popular