บทเรียนจากผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ “ปลูกต้นไม้ในใจคน”

14 January 2025

Share on

ด้วยสายงานอาชีพที่เชิญคนมาพูด ได้สัมภาษณ์วิทยากรในการทำหลักสูตร ทำให้ผมได้มีโอกาสฟังผู้นำ เจ้าของกิจการและคนเก่งๆ บรรยายมาน่าจะหลายร้อยคน ฟังทีไรก็ได้ความรู้ ได้เครื่องเตือนสติและได้แรงบันดาลใจเสมอ แต่มีน้อยครั้งมากๆ ที่ฟังแล้วรู้สึกขนลุกและกระทบใจจนอยากจะลุกขึ้นมาทำอะไร ไม่อยากอยู่นิ่งเฉยอีกต่อไป การฟังบรรยายเรื่องน่านแซนด์บอกซ์ จากคุณบัณฑูร ล่ำซำ เมื่อวานที่ HOW Club นั้นคือฟังการบรรยายที่เป็นระดับที่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ…

 

ผมได้มีโอกาสฟังคุณบัณฑูร ล่ำซำ บรรยายเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นก็ได้แต่รู้จักคุณบัณฑูรอยู่ห่างๆ ในฐานะผู้ใหญ่ของบ้านเมืองและเป็นนายธนาคารที่เก่งฉกาจของไทย รวมถึงได้ยินเรื่องที่คุณบัณฑูรใช้ชีวิตและทำโครงการพัฒนาจังหวัดน่านอยู่เนืองๆ แต่ก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรนักจนมาฟังเรื่องราวของน่านในวันนี้

 

คุณบัณฑูรเล่าเรื่องจังหวัดน่านด้วยความเข้าใจทั้งความเป็นน่านและปัญหาอย่างลึกซึ้งมากๆ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของน่าน จนถึงปัญหาเรื่องป่าไม้ที่เป็นทรัพย์แผ่นดินที่มีค่ามากๆ ของไทย

 

ในวัยเจ็ดสิบกว่าปี คุณบัณฑูร ใช้ชีวิตเดินทางไปทั้ง 99 ตำบลของน่านและไปเยี่ยม ไปดูโรงพยาบาล ศูนย์สาธารณสุขทุกแห่ง พูดคุยกับชาวบ้านเพื่อเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างถึงราก แค่ฟังความทุ่มเทที่คุณบัณฑูรมีให้ต่อน่านก็ได้แต่นับถือในใจ ตั้งแต่ยังไม่ได้ฟังรายละเอียดแล้ว

 

 

คุณบัณฑูรเล่าถึงความกังวลต่อผืนป่าที่เป็นป่าต้นน้ำของประเทศที่เคยอุดมสมบูรณ์ น่านเคยมีผืนป่าในระดับป่าสงวนถึง 85% ถูกซ่อนตัวไว้ด้วยความยากในการเดินทางและไม่มีใครสนใจจังหวัดเล็กๆ นี้ ก่อนที่จะถูกพลังของทุนนิยมพาไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มา ทำให้ชาวบ้านที่ปากท้องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ค่อยๆ บุกรุกป่าจนหายไปเกือบสองล้านกว่าไร่จากหกล้านกว่าไร่

 

“ถ้าต้นน้ำพังพินาศข้างล่างก็จะไม่เหลือ” ข้างล่างที่คุณบัณฑูร หมายถึงในที่นี้ก็คือ คนภาคกลางและคนกรุงเทพอย่างเราๆ ที่อาจจะไม่ได้เข้าใจถึงหายนะที่กำลังจะมาเยือน ถ้าปัญหาไม่ถูกแก้ในเร็ววัน

 

ปัญหาที่บานปลายไปเรื่อยๆ ก็เพราะทุนนิยมนำมาซึ่งความสะดวกสบาย นำมาซึ่งรายได้ ได้ส่งลูกเรียน ได้ซื้อของ ขนาดของปัญหาก็เลยใหญ่เกินกว่ารัฐจะไปแก้ไขด้วยกฏหมาย เอาพื้นที่กลับมาได้ เพราะกระทบคนเป็นหมื่นๆ  เพราะถ้าชาวบ้านเลิกทำไร่ข้าวโพดก็จะขาดรายได้ หมดหนทางทำมาหากิน

 

คุณบัณฑูร เข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง ก็เลยเล่าแนวคิดและกลยุทธ์ที่เฉียบคมและจริงใจ ที่เริ่มจากการเข้าใจทุนนิยมที่พาไร่ข้าวโพดมา โดยการแก้ไขก็ต้องใช้ความคิดแบบทุนนิยมเข้าแก้เช่นกัน หลังจากที่คุณบัณฑูรใช้เวลาในการลงพื้นที่ มุ่งมั่นที่จะเข้าใจที่มาของปัญหาอย่างหนัก ด้วยประสบการณ์และความคิดของนักบริหาร คุณบัณฑูร ตั้งหลักจากหลักคิดแบบคณิตศาสตร์หรือ mathematic framework ก่อน หาตัวชี้วัดที่ชัดเจน ตั้งแต่การพยายามจัดตั้ง ‘น่าน sandbox’ โดยการใช้สรรพกำลังที่มี เชิญผู้นำประเทศไปที่น่าน เป็นนายกคนแรกที่เคยไปจังหวัดที่ไม่มีใครสนใจแบบนี้

 

คุณบัณฑูร กำหนดตัวเลขให้เข้าใจง่ายๆ สำหรับผู้มีอำนาจและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย 72-18-10 จากความเข้าใจปัญหาจริงๆ คือ

  • 72% รักษาให้เป็นพื้นที่ป่าไว้
  • 18% พยายามทำพื้นที่ที่ถูกบุกรุกให้กลับมาเป็นพื้นที่ป่าที่มีต้นไม้ใหญ่ แต่อนุญาตให้ปลูกพืชเศรษฐกิจได้
  • 10% ยังให้ปลูกได้เต็มที่ แต่คงความเป็นป่าสงวนไว้

รวมถึงการกำหนดนิยามคำว่าการปลูกป่าต่อไร่ตามหลักวิชาการเพื่อให้วัดและตรวจสอบได้

 

 

คุณบัณฑูร ใช้หลักการบริหารมาจับปัญหา อะไรที่วัดได้ก็จะตรวจสอบได้ ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ ใช้คำสวยๆ แต่วัดหรือตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย คุณบัณฑูร ต้องใช้พลังอย่างมากในการชักชวนผู้นำประเทศ นักการเมือง ข้าราชการ ให้เข้าใจ ยอมรับปัญหา เป้าหมายและแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม พอทุกคนยอมรับเป้าหมายที่เข้าใจตรงกันแล้ว คุณบัณฑูร คิดต่อในมุมทุนนิยมว่า จะต้องหาทางที่จะสร้างรายได้จากการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นทดแทนข้าวโพดให้ได้ ชาวบ้านจึงจะหยุดปลูกข้าวโพด และต้องหาพืชที่โตใต้ต้นไม้ใหญ่ให้ได้ด้วยเพื่อที่จะอยู่กับป่าได้

 

คุณบัณฑูร ศึกษาจนได้ข้อสรุปว่า megatrend โลกตอนนี้มุ่งหน้าไปที่ plant based ingredients ถ้าเราสามารถเกาะ megatrend ได้ พืชก็จะมีราคา เลยพยายามผลักดันร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการวิจัยและทำผลิตภัณฑ์จาก grass medicine หรือที่คุณบัณฑูร บัญญัติคำนี้ไว้ว่า ‘หญ้ายา’ เพื่อเอามาทำยาที่มีมูลค่าเพิ่ม ที่สูงพอที่จะมีแบ่งปันให้ชาวบ้านอยู่ได้ ในวงนี้คุณบัณฑูร ต้องชักชวนและพาวงการเภสัช แพทย์ และการตลาดมามีส่วนร่วมกันหลายมิติมาก เป็นความพยายามที่ไม่ง่ายเลยและยังอีกไกล

 

มาถึงจุดนี้ ผมตื่นตาตื่นใจกับแนวคิดที่คุณบัณฑูรเล่าเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนกับได้เห็นแนวทางปฏิบัติจริงจากวิธีคิดแบบทุนนิยม แบบนักบริหารขั้นสุดยอด แต่เอามาใช้กับปัญหาที่สลับซับซ้อนกว่าธุรกิจอย่างการพยายามฟื้นฟูป่า เป็นบทเรียนเรื่อง sustainability แบบของจริงปฏิบัติจริงอย่างลึกซึ้ง

 

คุณบัณฑูร คิดตั้งแต่มุมหารายได้ทดแทน มุมผลิตภัณฑ์ มุมการตลาด การสร้างแบรนด์ มุมอุทกศาสตร์ มุมพันธุศาสตร์ farmtech มุมการขาย ฯลฯ รวมถึงความเข้าใจและการดึงการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆเท่าที่คุณบัณฑูรจะทำได้ ตั้งแต่นักการเมือง ข้าราชการ กรมป่าไม้ มหาวิทยาลัย หมอ พยายามทำทุกวิถีทางให้ได้ business model ที่จะทำให้รายได้ต่อไร่ต่อคนสูงพอที่ชาวบ้านไม่ต้องไปตัดไม้ทำลายป่าอีก

 

 

ที่ผมชอบที่สุดก็คือวิธีคิดที่จะได้ความร่วมมือและแรงสนับสนุนจากชาวบ้าน จากมวลชน คุณบัณฑูร ใช้คำว่าต้อง ‘ปลูกไมตรี’ ด้วยการตั้งมูลนิธิเพื่อทำงานด้านสาธารณสุข ยกระดับความเป็นอยู่ด้านสุขภาพ ศูนย์อนามัย รวมถึงสร้างโรงพยาบาลและตึกฉุกเฉินที่คุณบัณฑูรขอความสนับสนุนจากเครือข่ายต่างๆ มาช่วยกัน คุณบัณฑูรใช้ความจริงใจและสร้างประโยชน์ผ่านการสาธารณสุขจริงๆ จนเป็นที่รักและประทับใจของชาวน่าน ผมเขียนใน FB ก็มีคนน่านมาเล่าเพิ่มเติมให้ฟังด้วยความชื่นชม

 

ความคิดแบบครบวงจรและมองทะลุถึงปัญหาเรื่องสุดท้ายก็คือ ‘การปลูกปัญญา’ คุณบัณฑูรบอกว่าคนน่านเดิมคือผู้แพ้ในระบบทุนนิยมสมัยใหม่แบบศิโรราบ ไม่ได้มีสินค้าน่านชื่อดังใดๆ ออกมาจากจังหวัดเลย ทำของออกมาขายในโลกภายนอกไม่เป็น ใครจะซื้ออะไรจากน่านจะต้องไปน่านทั้งนั้น ไม่มีของขายใน shopee lazada ใดๆ แม้แต่น้อย

 

คุณบัณฑูร เลยเริ่มโครงการ “บ่ม” ปัญญาด้วยการสร้างศูนย์การเรียนรู้ขึ้นมา ซึ่งจะเสร็จปลายปีนี้เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ของน่านได้เรียนรู้ในเรื่องต่างๆ เพื่อที่จะมีปัญญาต่อสู้ในโลกแห่งทุนนิยมได้ โดยมีสี่ด้านสำคัญก็คือ ด้านภาษาที่ต้องรู้ภาษาหลักทั้งสามและภาษาล้านนา ด้านดนตรีที่เป็นหลักของอารยธรรม การทำมาหากินเพื่อตอบโจทย์ทุนนิยมและด้านอื่นๆที่จะทำให้สังคมเกิดสันติสุข มีทั้ง digital lab และ wet lab

 

คุณบัณฑูรคิดครบและเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งถึงขนาดที่คิดถึงเด็กชาวเขาว่าจะลงมาเรียนได้อย่างไร ต้องมีรถไปรับ มีหอพักให้ ไม่เช่นนั้นเด็กชาวเขาก็จะขาดโอกาสอีก เอาป่าคืนมา คนอยู่ได้ อยู่อย่างฉลาดและมีความสุข … คุณบัณฑูรเปรยถึง mission ที่กำลังทำอยู่ด้วยความมุ่งมั่นไว้แบบนั้น

 

 

ผมนึกและจินตนาการไม่ออกเลยว่าทำไมคนที่ประสบความสำเร็จและมีทุกอย่างอย่างคุณบัณฑูรในวัยเจ็ดสิบกว่าปี จะมาอุทิศตนทำเรื่องผืนป่าในท้องถิ่นที่ไม่ได้มีความสบาย ต้องเดินทางไกลไปถิ่นทุรกันดาร ต้องใช้พลังทุกอย่างประสานทุกฝ่ายที่มีทำงานที่ยากแสนเข็ญแบบนี้

 

แต่ก็อดภูมิใจและดีใจที่ประเทศไทยมีคนแบบคุณบัณฑูร และอดทึ่งไม่ได้ในวิธีคิดที่คุณบัณฑูรเอาทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารธุรกิจมาใช้แก้ปัญหาป่าไม้ที่เป็นระบบ แน่นอนว่ามีความสำเร็จเบื้องต้นให้เห็นพอชื่นใจแต่หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลมากๆ และไม่รู้ว่าความฝันที่จะเอาป่าคืนมา คนอยู่ได้อย่างฉลาดและมีความสุขจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่

 

แต่ที่คุณบัณฑูร ปลูกสำเร็จแน่ๆ ในการบรรยายและเดินสายชักชวนผู้คนคือ การปลูกฝังความคิดสาธารณะในใจผู้ฟัง ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในวังวนโซเชียลเสพดราม่าจนไม่ได้สนใจเรื่องใหญ่ที่ไกลตัว ทำให้ผู้ฟังรู้สึกรักและหวงแหนผืนป่าจากที่ไม่เคยใส่ใจมาก่อน สร้างแรงบันดาลใจให้คนฟังที่มีทรัพยากร มีอำนาจหลายด้านหันมาสนใจปัญหาป่าไม้และกระตุ้นจิตสำนึกและกระทบใจให้กับผู้ที่ได้ฟัง รวมถึงผู้คนที่ได้ฟังบรรยายพร้อมผมเมื่อวาน เป็นการปลูกต้นไม้ในใจผู้คนที่งดงามและงอกเงยได้อย่างทรงพลังมากๆ ไม่แพ้การพยายามปลูกต้นไม้ฟื้นฟูผืนป่าเลยครับ..

Share on

Writer

เขียนโดย ธนา เธียรอัจฉริยะ

Photographer

H.O.W. Photographer

Most Popular